พระคัมภีร์      สิ่งช่วยศึกษา  | ค้นหา  | ทางเลือก  | มีเครื่องหมาย  | ช่วยเหลือ  | ภาษาไทย 
พิมพ์     ถัดไป >
โจ​เซฟ ส​มิ​ธ—ประวัติ
บาง​ส่วน​จาก​ประวัติ​ของ​โจ​เซฟ ส​มิ​ธ, ศาสดา​พยากรณ์
History of the Church, เล่ม ๑, บท​ที่ ๑ ถึง ๕
โจ​เซฟ ส​มิ​ธ เล่า​ถึง​บรรพ​ชน​ของ​ท่าน, สมาชิก​ครอบครัว, และ​ถิ่น​ฐาน​ต่างๆ ก่อน​หน้า​นี้ —ความ​ระส่ำระสาย​ผิด​ธรรมดา​เกี่ยว​กับ​ศาสนา​แพร่​ออก​ไป​ใน​รัฐ​นิ​ว​ยอ​ร์ก​ตะวันตก—ท่าน​ตั้งใจ​แสวง​หา​ปัญญา​ตาม​ที่​ได้​รับ​การ​ชี้นำ​จาก​ยาก​อบ—พระ​บิดา​และ​พระ​บุตร​ทรง​ปรากฏ, และ​โจ​เซ​ฟได้รับ​เรียก​สู่​การ​ปฏิบัติ​ศาสนกิจ​ใน​ฐานะ​ศาสดา​พยากรณ์. (ข้อ ๑–๒๐.)
  ๑ เนื่องจาก​มี​รายงาน​จำนวน​มาก​ซึ่ง​แพร่​สะพัด​ไป​ทั่ว​โดย​บุคคล​ที่​ประสงค์ร้าย​และ​เล่ห์เหลี่ยม​จัด, เกี่ยว​กับ​การ​เริ่มต้น​และ​ความ​เจริญ​ก้าวหน้า​ของศาสนจักร​ของ​พระ​เยซู​คริสต์​แห่ง​วิ​สุทธิ​ชน​ยุค​สุดท้าย, ซึ่ง​ทั้งหมด​นี้​ผู้​เป็นต้น​คิด​รายงาน​เหล่า​นั้น​วาง​แผน​จะ​ทำลาย​ชื่อเสียง​ใน​ฐานะ​ศาสนจักร​และ​ความ​ก้าวหน้า​ของ​ศาสนจักร​ใน​โลก—ข้าพเจ้า​เกิด​แรง​จูงใจ​ให้​เขียน​ประวัติ​นี้, เพื่อ​กำจัด​อคติ​ใน​ความ​คิด​ของ​สาธารณชน, และ​ให้​ข้อเท็จจริง​แก่​คน​ทั้งปวง​ที่​ค้น​หาความ​จริง, ตาม​ที่​เกิด​ขึ้น, ทั้งที่​เกี่ยว​กับ​ตัว​ข้าพเจ้า​และ​ศาสนจักร, เท่า​ที่​ข้าพเจ้า​มี​ข้อเท็จจริง​เหล่า​นี้.
  ๒ ใน​ประวัติ​นี้​ข้าพเจ้า​จะ​นำ​เสนอ​เหตุการณ์​ต่าง ๆ เกี่ยว​กับ​ศาสนจักร​นี้, ใน​ความ​จริง​และ​ความชอบ​ธรรม, ตาม​ที่​เกิด​ขึ้น, หรือ​ตาม​ที่​เป็น​อยู่ ณ ปัจจุบัน, ซึ่ง​บัดนี้ [ปี ๑๘๓๘] เป็น​ปี​ที่​แปด​นับ​แต่​การ​วางระบบ​ของ​ศาสนจักร​ดัง​กล่าว.
  ๓ ข้าพเจ้า​เกิด​ใน​ปี​คริสต์ศักราช​หนึ่ง​พัน​แปด​ร้อย​ห้า, วัน​ที่​ยี่สิบ​สาม​เดือน​ธันวาคม, ใน​เมือง​ชาร​อ​น, เทศ​มณฑล​วิ​นด์เซอร์, รัฐ​เวอร์มอนต์ . . . โจ​เซฟ ส​มิ​ธ, ซีเนียร์, บิดา​ข้าพเจ้า, ออก​จาก​รัฐ​เวอร์มอนต์, และ​ย้าย​ไป​พอลไมรา, เทศ​มณฑล​ออ​น​ตา​ริ​โอ (ปัจจุบัน​คือ​เวย์น), ใน​รัฐ​นิ​ว​ยอ​ร์ก, เมื่อ​ข้าพเจ้า​อายุ​ย่าง​เข้า​ปี​ที่​สิบ, หรือ​ประมาณ​นั้น. ประมาณ​สี่​ปี​หลังจาก​บิดา​ข้าพเจ้า​มา​ถึง​พอลไมรา, ท่าน​ย้าย​ไป​แมน​เชสเตอร์พร้อม​กับ​ครอบครัว​ของ​ท่าน​ใน​เทศ​มณฑล​ออ​น​ตา​ริ​โอ​เดียวกัน—
  ๔ ครอบครัว​ของ​ท่าน​มี​อยู่​ด้วย​กัน​สิบ​เอ็ด​คน, กล่าว​คือ, โจ​เซฟ ส​มิ, บิดา​ข้าพเจ้า; ลูซี ส​มิ, มารดา​ข้าพเจ้า (ซึ่ง​ชื่อ​ท่าน, ก่อน​แต่งงาน, คือ แมค, ธิดา​ของ​ซอ​โลม​อ​น แมค); พี่​ชาย​น้อง​ชาย​ข้าพเจ้า, อัลวิน (ผู้​เสีย​ชีวิต​เมื่อ​วัน​ที่ ๑๙ พฤศจิกายน, ๑๘๒๓, ขณะ​อายุ​ย่าง​เข้า​ปี​ที่ ๒๖), ไฮรัม, ตัว​ข้าพเจ้า, แซ​มิ​วเอล แฮ​ร์ริสัน, วิลเลียม, ดอน คาร์ลอส; และ​พี่​สาว​น้อง​สาว​ข้าพเจ้า, โซโฟรเนีย, แค​เธอ​รี​น, และลูซี.
  ๕ ใน​ช่วง​หนึ่ง​ของ​ปี​ที่​สอง​หลังจาก​ที่​เรา​ย้าย​มา​อยู่​แมนเชสเตอร์, ใน​สถาน​ที่​ซึ่ง​เรา​อาศัย​อยู่ มีค​วาม​ระส่ำระสาย​ผิด​ธรรมดา​เกี่ยว​กับ​เรื่อง​ของ​ศาสนา. เริ่ม​ต้น​ที่​เมโธดิสต์, แต่​ใน​ไม่​ช้า​กลับ​ขยาย​ไป​ใน​บรรดา​นิกาย​ทั้งหมด​ใน​ภูมิภาค​นั้น​ของ​ประเทศ. อัน​ที่จริง, ดูเหมือน​ว่า​จะ​มี​ผลก​ระ​ทบ​ทั่ว​ทั้ง​ท้องถิ่น​ของ​ประเทศ, และ​ชน​หมู่​มาก​รวม​ตัว​กัน​เข้า​กลุ่ม​ศาสนา​ต่าง ๆ, ซึ่ง​ก่อ​ให้​เกิด​ความ​วุ่นวาย​และ​ความ​แตกแยก​ไม่​น้อย​ใน​บรรดา​ผู้คน, บ้าง​ก็​ร้อง​ว่า, “ดูสิ, ที่​นี่ !” ส่วน​คน​อื่น ๆ, “ดู​สิ, ที่​นั่น !” บ้าง​ก็​โต้เถียง​เพื่อ​ความ​เชื่อ​ของ​เมโธดิสต์, บ้าง​ก็​เพื่อ​เพ​ร​สไบ​ที​เรียน, และ​บ้าง​ก็​เพื่อ​แบ​ปทิสต์.
  ๖ เพราะ, แม้​ว่าความ​รัก​จริงใจ​ซึ่ง​ผู้​เปลี่ยนใจ​เลื่อมใส​ใน​ความ​เชื่อ​ต่าง ๆ นี้​แสดงออก​ใน​เวลา​ที่​พวก​เขา​เปลี่ยนใจ​เลื่อมใส, และ​ความ​กระตือรือร้น​อย่าง​แรง​กล้า​ที่​บาทหลวง​ของ​นิกาย​เหล่า​นั้น​แสดงออก​มา, ผู้​ที่​เป็น​ตัวตั้งตัวตี​ปลุก​เร้า​และ​ส่งเสริม​ภาพ​ที่​แปลก​ประหลาด​นี้​อันเป็น​ความ​รู้สึก​ทาง​ศาสนา, เพื่อ​ทำให้​ทุก​คน​เปลี่ยนใจ​เลื่อมใส, ดัง​ที่​พวก​เขา​พอใจ​เรียก​เช่น​นั้น, ให้​นับถือ​นิกาย​ใด​ก็ได้​ที่​พวก​เขา​พอใจ; แต่​เมื่อ​ผู้​เปลี่ยนใจ​เลื่อมใส​เริ่ม​ผละ​ไป, บ้าง​ไป​เข้า​กับ​กลุ่ม​หนึ่ง​และ​บ้าง​ก็​ไป​เข้า​กับ​อีก​กลุ่ม​หนึ่ง, ปรากฏ​ว่าความ​รู้สึก​ที่​ดูเหมือน​จะ​ดี​ทั้ง​ของ​บาทหลวง​และ​ผู้​เปลี่ยนใจ​เลื่อมใส​กลับ​เป็นการ​เสแสร้ง​มาก​กว่า​จริงใจ; เพราะ​ภาพ​ของ​ความ​สับสน​อย่าง​มาก​และ​ความ​รู้สึก​ไม่​ดี​ตาม​มา—บาทหลวง​โต้เถียง​กับ​บาทหลวง, และ​ผู้​เปลี่ยนใจ​เลื่อมใส​กับ​ผู้​เปลี่ยนใจ​เลื่อมใส; ถึง​กับ​ว่าความ​รู้สึก​ที่​ดี​ต่อ​กัน​ทั้งหมด​ของ​พวก​เขา, หาก​เคย​มี​อยู่​บ้าง, ก็​สูญ​ไป​สิ้น​ใน​การปะทะ​คารม​และ​ถกเถียง​กัน​เกี่ยว​กับ​ความ​คิดเห็น.
  ๗ ใน​เวลา​นั้น​ข้าพเจ้า​อายุ​ย่าง​เข้า​ปี​ที่​สิบ​ห้า. ครอบครัว​ของ​บิดา​ข้าพเจ้า​ถูก​ชักจูง​ไป​สู่​ความ​เชื่อ​เพ​ร​สไบ​ที​เรียน, และ​สี่​คน​นับถือ​ศาสนจักร​นั้น, กล่าว​คือ, ลูซี, มารดา​ข้าพเจ้า; พี่​ชาย​และ​น้อง​ชาย​ข้าพเจ้า ไฮรัมกับ​แซ​มิ​วเอล แฮ​ร์ริ​สัน; และ​พี่​สาว​ข้าพเจ้า โซโฟรเนีย.
  ๘ ระหว่าง​เวลา​แห่ง​ความ​ระส่ำระสาย​อย่าง​รุนแรง​นี้​จิตใจ​ข้าพเจ้า​ว้าวุ่น​ครุ่นคิด​หนัก​และ​กังวล​ใจมา​ก; แต่​แม้​ว่าความ​รู้สึก​ของ​ข้าพเจ้า​จะ​ลึกซึ้ง​และ​มัก​จะ​แรง​กล้า, ทว่า​ข้าพเจ้า​ยัง​คง​เก็บตัว​ห่าง​จาก​กลุ่ม​ทั้งหลาย​ทั้งปวง​เหล่า​นี้, แม้​ว่า​ข้าพเจ้า​จะ​เข้า​ร่วม​การ​ประชุม​ต่าง ๆ ของ​พวก​เขา​บ่อย​ครั้ง เท่า​ที่​โอกาส​จะ​อำนวย. ใน​เวลา​ต่อ​มา​จิตใจ​ข้าพเจ้า​เริ่ม​เอนเอียง​ไป​ทาง​นิกาย​เม​โธดิสต์อยู่​บ้าง, และ​ข้าพเจ้า​รู้สึก​มีค​วาม​ปรารถนา​อยู่​บ้าง​ที่​จะ​เป็น​หนึ่ง​เดียว​กับ​พวก​เขา; แต่​ความ​สับสน​และ​ความ​ขัดแย้ง​ใน​บรรดาก​ลุ่ม​ที่​แตก​ต่าง​นั้น​มี​มาก​ยิ่ง​นัก, จน​สุดวิสัย​ที่​ผู้​อ่อน​วัย​อย่าง​ข้าพเจ้า, และ​ไม่​ประสา​ต่อ​มนุษย์​และ​เรื่อง​ต่างๆ, จะ​สรุป​ได้​แน่ชัด​ว่า​ใคร​ถูก​และ​ใคร​ผิด.
  ๙ จิตใจ​ข้าพเจ้า​บาง​เวลา​สับสน​วุ่นวาย​มาก, เสียง​ป่าวร้อง​และ​ความ​แตกตื่น​มี​อยู่​มากมาย​ไม่​หยุดหย่อน. กลุ่ม​เพ​ร​สไบ​ที​เรียน​ตั้งใจ​ต่อต้าน​แบ​ป​ทิสต์และ​เม​โธดิสต์เป็น​ที่สุด, และ​ใช้​พลัง​ทุก​อย่าง​ของ​ทั้ง​เหตุผล​และ​เล่ห์เหลี่ยม​เพื่อ​พิสูจน์​ข้อ​ผิด​พลาด​ของ​พวก​นั้น, หรือ, อย่าง​น้อย, ก็​ทำให้​ผู้คน​คิด​ว่า​กลุ่ม​เหล่า​นั้น​อยู่​ใน​ความ​ผิด​พลาด. ว่า​ไป​แล้ว, ทั้ง​แบ​ป​ทิสต์และ​เม​โธดิสต์ก็​เช่น​กัน​ต่าง​ก็​มุ​มานะ​สถาปนา​หลัก​คำ​สอน​ของ​ตน​เอง​และ​หักล้าง​หลัก​คำ​สอน​อื่น​ทั้งหมด​โดย​ไม่​ยิ่ง​หย่อน​กว่า​กัน.
  ๑๐ ท่ามกลาง​สงคราม​คารม​และ​ความ​แตกตื่น​อัน​เกิด​จาก​ความ​คิดเห็น​ทั้งหลาย​นี้, ข้าพเจ้า​มัก​กล่าว​แก่​ตน​เอง: จะ​ให้​ทำ​อย่างไร​เล่า ? จาก​กลุ่ม​ทั้งหมด​นี้​ใคร​เล่าถูก; หรือ, ผิด​ด้วย​กัน​ทั้งหมด ? หาก​มี​กลุ่ม​หนึ่ง​ใน​นั้น​ถูก​ต้อง, แล้ว​จะ​เป็น​กลุ่ม​ใด​เล่า, และ​ข้าพเจ้า​จะ​รู้​ได้​อย่างไร​เล่า ?
  ๑๑ ขณะ​ที่​ข้าพเจ้า​หนัก​อึ้ง​อยู่​ด้วย​ความ​ลำบาก​ใจ​แสน​สาหัส​อัน​เกิด​จาก​การ​แข่งขัน​ของ​กลุ่ม​นัก​ศาสนา​เหล่า​นี้, วัน​หนึ่ง​ข้าพเจ้า​อ่าน​สาส์น​ของ​ยาก​อบ, บท​ที่​หนึ่ง​และข้อ​ที่​ห้า, ซึ่ง​อ่าน​ว่า: ถ้า​ผู้​ใด​ใน​พวก​ท่าน​ขาด​สติปัญญา, ก็​ให้​ผู้​นั้น​ทูล​ขอ​จาก​พระเจ้า, ผู้ทรง​โปรด​ประทาน​ให้​แก่​คน​ทั้งปวง​ด้วย​พระ​กรุณา, และ​มิได้​ทรง​ตำหนิ; แล้ว​ผู้​นั้น​ก็​จะ​ได้​รับ​สิ่ง​ที่​ทูล​ขอ.
  ๑๒ ไม่​เคย​มี​ข้อความ​ใด​ใน​พระ​คัมภีร์​มา​สู่​จิตใจ​มนุษย์​ด้วย​พลัง​ได้​มาก​ไป​กว่า​ข้อความ​นี้​ที่​ขณะ​นั้น​มา​สู่​จิตใจ​ข้าพเจ้า. ดูเหมือน​จะ​เข้าถึง​ความ​รู้สึก​ทุก​อย่าง​ของ​จิตใจ​ข้าพเจ้า​ด้วย​พลัง​อัน​แรง​กล้า. ข้าพเจ้า​ครุ่นคิด​ถึง​ข้อความ​นี้​ครั้ง​แล้ว​ครั้ง​เล่า, โดย​รู้​ว่า​หาก​มี​ผู้​ใด​ต้องการ​ปัญญา​จาก​พระผู้เป็นเจ้า, ผู้​นั้น​คือ​ข้าพเจ้า; เพราะ​จะ​กระทำ​อย่างไร​ข้าพเจ้า​ไม่​ทราบ, และ​เว้นแต่​ข้าพเจ้า​จะ​ได้​ปัญญา​มาก​กว่า​ที่​ข้าพเจ้า​มี​อยู่​เวลา​นั้น, ข้าพเจ้า​ก็​ไม่​อาจ​รู้​ได้​เลย; เพราะ​ครู​สอน​ศาสนา​ของ​นิกาย​ต่าง ๆ เข้าใจ​ข้อความ​เดียวกัน​ใน​พระ​คัมภีร์​แตก​ต่าง​กัน​มาก​จน​ทำลาย​ความ​มั่นใจ​ทั้งหมด​ใน​การ​หา​คำ​ตอบ​โดย​ค้น​หา​จาก​พระ​คัมภีร์ไบเบิล.
  ๑๓ ใน​ที่สุด​ข้าพเจ้า​ตัดสินใจ​ว่า​ข้าพเจ้า​ต้อง​คง​อยู่​ใน​ความ​มืดมน​และ​ความ​สับสน, หรือ​มิ​ฉะนั้น​ก็​ต้อง​ทำ​ดัง​ที่​ยาก​อบ​ชี้แนะ, นั่น​คือ, ทูล​ขอ​จาก​พระผู้เป็นเจ้า. ใน​ที่สุด​ข้าพเจ้า​ตกลง​ใจ​ที่​จะ “ทูลขอ​จาก​พระผู้เป็นเจ้า,” โดย​สรุป​ว่า​หาก​พระองค์​ประทาน​ปัญญา​แก่​ผู้​ที่​ขาด​ปัญญา, และ​จะ​ประทาน​ด้วย​พระ​กรุณา, และ​มิได้​ทรง​ตำหนิ​แล้ว, ข้าพเจ้า​จะ​ได้​ลอง​ดู.
  ๑๔ ดังนั้น, เพื่อให้​เป็น​ไป​ตาม​นี้, ความ​ตั้งใจ​ของ​ข้าพเจ้า​ที่​จะ​ทูล​ขอ​จาก​พระผู้เป็นเจ้า, ข้าพเจ้า​จึง​เข้าไป​ใน​ป่า​เพื่อ​ลอง​ดู. วัน​นั้น​เป็น​เวลา​เช้า​ของ​วัน​ที่​สวย​งาม, แจ่มใส, ต้น​ฤดู​ใบไม้​ผลิ​ของ​ปี​หนึ่ง​พัน​แปด​ร้อย​ยี่สิบ. เป็น​ครั้ง​แรก​ใน​ชีวิต​ที่​ข้าพเจ้า​พยายาม​ทำ​อะไร​เช่น​นี้, เพราะ​ท่ามกลาง​ความ​กังวล​ทั้งหมด​ของ​ข้าพเจ้า ข้าพเจ้า​ยัง​ไม่​เคย​พยายาม​สวดอ้อนวอน​โดย​ออกเสียง​เลย.
  ๑๕ หลังจาก​ไป​ถึง​สถาน​ที่​ซึ่ง​ข้าพเจ้า​หมาย​ไว้​ก่อน​แล้ว​ว่า​จะ​ไป, โดย​มอง​ไป​รอบ ๆ, และ​พบ​ว่า​ตน​เอง​อยู่​ตามลำพัง, ข้าพเจ้า​จึง​คุกเข่า​ลง​และ​เริ่ม​ตั้ง​จิต​ปรารถนา​ต่อ​พระผู้เป็นเจ้า. เมื่อ​ข้าพเจ้า​เพิ่ง​เริ่ม​ทำ​เช่น​นั้น, ใน​ทันที​ทันใด ข้าพเจ้า​ก็​ถูก​อำนาจ​บาง​อย่าง​มา​ตรึง​ไว้​ซึ่ง​ทำให้​ข้าพเจ้า​สิ้น​เรี่ยวแรง, และ​มี​อิทธิพล​ที่​น่า​ประหลาด​เช่น​นั้น​เหนือ​ข้าพเจ้า​เพื่อ​จะ​ผูก​ลิ้น​ข้าพเจ้า​ไว้​จน​พูด​ไม่​ได้. ความ​มืด​มิด​เข้า​มา​ราย​ล้อม​ข้าพเจ้า, และ​เพียง​อึดใจ​เดียว​สำหรับ​ข้าพเจ้า​ดูรา​ว​กับ​ว่า​ชะตา​ข้าพเจ้า​จะ​ถึงฆาต​โดย​พลัน.
  ๑๖ แต่, โดย​ใช้​พลัง​ทั้งหมด​ของ​ข้าพเจ้า​เรียกหา​พระผู้เป็นเจ้า​ให้​ทรง​ปลดปล่อย​ข้าพเจ้า​หลุดพ้น​จาก​อำนาจ​ของ​ศัตรู​นี้​ซึ่ง​ตรึง​ข้าพเจ้า​ไว้, และ​ชั่ว​ขณะ​นั้น​เอง​ที่​ข้าพเจ้า​กำลัง​จะ​จม​ลง​สู่​ความ​สิ้น​หวัง​และ​ยอม​ตน​ต่อ​ความ​พินาศ—มิ​ใช่​ต่อ​หายนะ​ที่​เป็น​มโนภาพ, แต่​ต่อ​อำนาจ​ของ​สัต​ภาวะ​หนึ่ง​ที่​มี​อยู่จริง​จาก​โลก​ซึ่ง​มอง​ไม่​เห็น, ผู้​ที่​มี​อำนาจ​อัน​น่า​อัศจรรย์​เช่น​นั้น​ดัง​ที่​ข้าพเจ้า​ไม่​เคย​พบ​ใน​สัต​ภาวะ​ใด​มา​ก่อน—ชั่ว​ขณะ​ของ​ความ​ตื่น​ตระหนก​ใหญ่​หลวง​นี้, ข้าพเจ้า​เห็น​ลำแสง​อยู่​เหนือ​ศีรษะ​ข้าพเจ้า​พอดี, เหนือ​ความ​เจิดจ้า​ของ​ดวงอาทิตย์, ซึ่ง​ค่อย ๆ เลื่อน​ลง​มา​จน​ตก​ต้อง​ข้าพเจ้า.
  ๑๗ ทันที​ที่​ลำ​แสง​ปรากฏ ข้าพเจ้า​รู้สึก​ตัว​ว่า​หลุดพ้น​จาก​ศัตรู​ซึ่ง​ยึด​ข้าพเจ้า​ไว้​แน่น. เมื่อ​แสง​นั้น​ส่อง​มายัง​ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเห็น​พระ​อติ​รูปสอง​พระองค์, ซึ่ง​ความ​เจิดจ้า​และ​รัศมีภาพ​ของ​ทั้ง​สอง​พระองค์​เกิน​กว่า​จะ​พรรณนา​ได้, พระองค์​ทรง​ยืน​อยู่​เหนือ​ข้าพเจ้า​ใน​อากาศ. องค์​หนึ่ง​รับสั่ง​กับ​ข้าพเจ้า, โดย​ทรง​เรียก​ชื่อ​ข้าพเจ้า​และ​ตรัส, พลาง​ชี้​พระ​หัตถ์​ไป​ที่​อีก​องค์​หนึ่ง—นี่​คือบุตรที่รัก​ของ​เรา. จง​ฟัง​ท่าน !
  ๑๘ จุด​ประสงค์​ของ​ข้าพเจ้า​ใน​การ​ไป​ทูลถาม​พระเจ้า​คือ​เพื่อ​รู้​ว่า​นิกาย​ใด​จาก​นิกาย​ทั้งหมด​ถูก​ต้อง, เพื่อ​ข้าพเจ้า​จะ​ได้​รู้​ว่า​จะ​นับถือ​นิกาย​ใด. ฉะนั้น, ทันที​ที่​ข้าพเจ้า​ควบคุม​ตน​เอง​ได้, จน​สามารถ​พูด​ได้​แล้ว, ข้าพเจ้า​จึง​ทูล​ถาม​พระ​อติ​รูป​สอง​พระองค์​ที่​ทรง​ยืน​อยู่​เหนือ​ข้าพเจ้า​ใน​ความ​สว่าง, ว่า นิกาย​ใด​จาก​นิกาย​ทั้งหมด​ถูก​ต้อง (เพราะ​ใน​เวลา​นั้น ข้าพเจ้า​นึก​ไม่​ถึงว่า​ทั้งหมด​จะ​ผิด)—และ​ข้าพเจ้า​จะ​นับถือ​นิกาย​ใด.
  ๑๙ ข้าพเจ้า​ได้​รับคำ​ตอบ​ว่า​ข้าพเจ้า​ต้อง​ไม่​นับถือ​นิกาย​ใด​เลย, เพราะ​นิกาย​เหล่า​นั้นผิด​ทั้งหมด; และ​พระ​อติ​รูป​องค์​ที่​รับสั่ง​กับ​ข้าพเจ้า​ตรัส​ว่า ข้อบัญญัติ​ทั้งปวง​ของ​พวก​เขา​เป็นความ​น่า​ชิงชัง​ใน​สาย​พระ​เนตร​ของ​พระองค์; ผู้​ประกาศ​ศาสนา​เหล่า​นั้น​ล้วน​ทำ​ผิด; กล่าว​คือ: “พวก​เขา​เข้าใกล้​เรา​ด้วย​ริมฝีปาก​พวก​เขา, แต่ใจ​พวก​เขา​อยู่​ไกล​จาก​เรา, พวก​เขา​สอนบัญญัติ​ของ​มนุษย์​เป็น​หลัก​คำ​สอน, โดย​มี​รูปแบบ​ของ​ความ​เป็น​เหมือน​พระผู้เป็นเจ้า, แต่​พวก​เขา​ปฏิเสธ​อำนาจ​ใน​นั้น.”
  ๒๐ พระองค์​ทรง​ห้าม​ข้าพเจ้า​อีก​ไม่​ให้​นับถือ​นิกาย​ใด; และ​เรื่อง​อื่นๆ หลาย​เรื่อง​ที่​พระองค์​ได้​รับสั่ง​กับ​ข้าพเจ้า, ซึ่ง​ข้าพเจ้า​ไม่​สามารถ​เขียน​ใน​เวลา​นี้​ได้. เมื่อ​ข้าพเจ้า​รู้สึก​ตัว​อีก​ครั้ง, ข้าพเจ้า​พบ​ว่า​ตน​เอง​นอน​หงาย, มอง​ขึ้น​ไป​ยัง​ฟ้า​สวรรค์. เมื่อ​แสง​ลับ​ไป​แล้ว, ข้าพเจ้า​ไม่​มี​เรี่ยวแรง; แต่​ใน​ไม่​ช้า​ก็ได้​กลับคืน​มา​บ้าง, ข้าพเจ้า​จึง​กลับ​บ้าน. และ​ขณะ​ที่​ข้าพเจ้า​ยืน​พิง​เตาผิง​อยู่, มารดา​สอบ​ถาม​ว่าเป็น​อะไร. ข้าพเจ้า​ตอบ, “ไม่​มี​อะไร​หรอก, ทุก​อย่าง​ดี—ผม​สบาย​ดี.” จาก​นั้น​ข้าพเจ้า​กล่าว​แก่​มารดา​ข้าพเจ้า, “ผม​เรียน​รู้​ด้วย​ตน​เอง​ว่า​นิกาย​เพ​ร​สไบ​ที​เรียน​ไม่​จริง.” ดูเหมือนปฏิปักษ์​จะ​ตระหนัก​ว่า, ใน​ช่วง​ต้น​ๆ ของ​ชีวิต​ข้าพเจ้า, ข้าพเจ้า​ถูก​กำหนด​ให้​เป็น​ผู้​ก่อกวน​และ​ผู้​ก่อ​ความ​รำคาญ​ให้​อาณาจักร​ของ​เขา; มิ​ฉะนั้น​เหตุ​ใด​อำนาจ​แห่ง​ความ​มืด​จึง​รุม​เล่นงาน​ข้าพเจ้า​เล่า ? เหตุ​ใด​การต่อต้าน​และ​การ​ข่มเหง​จึง​เกิด​ขึ้น​กับ​ข้าพเจ้า, แทบ​จะ​เกิด​ตั้งแต่​ใน​วัย​เด็ก​ของ​ข้าพเจ้า​เล่า ?
ผู้​สั่งสอน​บาง​คน​และ​บรรดา​ผู้​ประกาศ​ศาสนา​คน​อื่น ๆ ปฏิเสธ​เรื่องราว​ของ​นิมิต​แรก—การ​ข่มเหง​ถม​ทับ​บน​โจ​เซฟ ส​มิ​ธ—ท่าน​เป็น​พยาน​ถึง​ความ​แท้จริง​ของ​นิมิต. (ข้อ ๒๑–๒๖.)
  ๒๑ ไม่​กี่​วัน​หลังจาก​ข้าพเจ้า​เห็นนิมิต​นี้, ข้าพเจ้า​บังเอิญ​อยู่​กับ​นักเทศน์​คน​หนึ่ง​ของ​เมโธดิสต์, ผู้​มี​บทบาทมาก​ใน​ความ​ระส่ำระสาย​เกี่ยว​กับ​ศาสนา​ดัง​ที่​กล่าว​มา​ก่อน​หน้า​นี้; และ, ขณะ​สนทนา​กับ​เขา​ถึง​เรื่อง​ศาสนา, ข้าพเจ้า​ถือโอกาส​เล่า​ให้​เขา​ฟัง​ถึง​นิมิต​ที่​ข้าพเจ้า​เห็น. ข้าพเจ้า​ประหลาด​ใจมา​กใน​พฤติกรรม​ของ​เขา; เขา​ไม่​เพียง​ถือ​การ​บอก​เล่า​ของ​ข้าพเจ้า​เป็น​เรื่อง​ไร้​สาระ, แต่​ยัง​ดูหมิ่น​ยิ่ง​นัก, โดย​กล่าว​ว่า​มัน​เป็น​ของ​มาร​ทั้งหมด, ไม่​มี​สิ่ง​ที่​เรียก​ว่านิมิต​หรือ​การเปิดเผย​แบบ​นั้น​แล้ว​ใน​ปัจจุบัน; เรื่อง​เช่น​นั้นทั้ง​หมด​ได้​จบ​สิ้น​ไป​แล้ว​พร้อม​กับ​เหล่า​อัครสาวก, และ​จะ​ไม่​มี​วัน​มี​สิ่ง​เหล่า​นั้น​อีก​เลย.
  ๒๒ อย่างไรก็ตาม, ใน​ไม่​ช้า​ข้าพเจ้า​พบ​ว่า การ​เล่า​เรื่อง​ของ​ข้าพเจ้า​ก่อ​ให้​เกิด​อคติ​ต่อต้าน​ข้าพเจ้า​อยู่​มาก​ใน​บรรดา​ผู้​ประกาศ​ศาสนา, และ​เป็น​เหตุ​ของ​การข่มเหง​ใหญ่​หลวง, ซึ่ง​ทวี​ขึ้น​เรื่อย ๆ; และ​แม้​ว่า​ข้าพเจ้า​เป็น​เด็ก​ที่​ไม่​มี​ใครรู้จัก, อายุ​ระหว่าง​สิบ​สี่​สิบ​ห้า​ปี​เท่านั้น, และ​ชีวิต​ความ​เป็น​อยู่​ของ​ข้าพเจ้า​เป็น​ชีวิต​ที่​ทำให้​เด็ก​หนุ่ม​ไม่​มีค​วาม​สำคัญ​ใน​โลก, แต่​บุรุษ​ฐานะ​สูง​จะ​ยัง​มีค​วาม​สังเกต​เพียงพอ​ที่​จะ​ปลุกปั่น​ความ​คิดเห็น​ของ​สาธารณชน​ให้​ต่อต้าน​ข้าพเจ้า, และ​ก่อ​ให้​เกิด​การ​ข่มเหง​อย่าง​หนัก; และ​นี่​เป็น​เรื่อง​ธรรมดา​ใน​บรรดา​นิกาย​ทั้งหมด—ทั้งหมด​พร้อม​ใจ​กัน​ข่มเหง​ข้าพเจ้า.
  ๒๓ เรื่อง​นี้​ทำให้​ข้าพเจ้า​ครุ่นคิด​หนัก​ใน​เวลา​นั้น, และ​บ่อย​ครั้ง​นับ​แต่​นั้น​มา, ว่า​ช่าง​แปลก​อะไร​อย่าง​นี้​ที่​เด็ก​ซึ่ง​ไม่​มี​ใคร​รู้จัก, อายุ​สิบ​สี่​ปี​เศษ, และ​เป็น​คน​หนึ่ง, ด้วย, ที่​ตก​อยู่​ใน​ชะตา​กรรม​อัน​มีค​วาม​จำเป็น​ต้องหา​สิ่ง​ประทัง​ชีวิต​ขาดแคลน​ด้วย​แรงงาน​ราย​วัน, จะ​ถูก​มอง​ว่าเป็น​บุคคล​ที่​มีค​วาม​สำคัญ​เพียงพอ​จะ​ดึงดูด​ความ​สนใจ​จาก​คน​สำคัญๆ ของ​นิกาย​ทั้งหลาย​ซึ่ง​เป็น​ที่​นิยม​มาก​ที่สุด​ของ​ยุค, และ​ใน​วิธี​ที่​ทำให้​เกิด​วิญญาณ​ของ​การ​ข่มเหง​และ​การ​สบประมาท​ที่​หนัก​ที่สุด​ใน​พวก​เขา. แต่​จะ​แปลก​หรือ​ไม่​ก็ตาม, มัน​ก็​เป็น​เช่น​นั้น, และ​มัก​จะ​เป็น​เหตุ​แห่ง​โทมนัส​ยิ่ง​แก่​ข้าพเจ้า.
  ๒๔ อย่างไรก็ดี, กระนั้น​ก็ตาม​ข้อเท็จจริง​ก็​คือ ข้าพเจ้า​เห็น​นิมิต. ข้าพเจ้า​คิด​นับ​แต่​นั้น​มา, ว่า​ข้าพเจ้า​รู้สึก​เหมือน​เปาโล​มา​ก, เมื่อ​ท่านแก้ต่าง​ต่อหน้า​กษัตริย์​อา​ก​ริ​ป​ปา, และ​เล่า​ถึง​เรื่องราว​ของ​นิมิต​ที่​ท่าน​เห็น​เมื่อ​ท่าน​มอง​เห็น​แสงสว่าง, และ​ได้ยิน​เสียง​เสียง​หนึ่ง; ทว่า​มี​ไม่​กี่​คน​ที่​เชื่อ​ท่าน; บ้าง​ก็​ว่า​ท่าน​กล่าว​เท็จ, คน​อื่น​ก็​ว่า​ท่าน​เสีย​สติ; และ​ท่าน​ถูก​หัวเราะ​เยาะ​และ​ถูก​สบประมาท. แต่​ทั้งหมด​นี้​ไม่​ได้​ลบล้าง​ความ​เป็น​จริง​แห่ง​นิมิต​ที่​ท่าน​เห็น. ท่าน​เห็น​นิมิต, ท่าน​รู้​ว่า​ท่าน​เห็น, และ​การ​ข่มเหง​ทั้งปวง​ภาย​ใต้​ฟ้า​สวรรค์​จะ​ทำให้​เป็น​อย่าง​อื่น​ไป​ไม่​ได้; และ​แม้​ว่า​พวก​เขา​จะ​ข่มเหง​ท่าน​จนถึง​แก่​ความ​ตาย, ท่าน​ก็​ยัง​รู้, และ​จะ​รู้​จน​ลม​หายใจ​เฮือกสุดท้าย, ว่า​ท่าน​ทั้ง​เห็น​แสงสว่าง​และ​ทั้ง​ได้ยิน​เสียง​พูด​กับ​ท่าน, และ​ทั้ง​โลก​จะ​ทำให้​ท่าน​คิด​หรือ​เชื่อ​เป็น​อย่าง​อื่น​ไป​ไม่​ได้.
  ๒๕ มัน​เป็น​เช่น​นั้น​กับ​ข้าพเจ้า. ข้าพเจ้า​เห็น​แสงสว่าง​จริง ๆ, และ​ท่ามกลาง​แสงสว่าง​นั้น​ข้าพเจ้า​เห็น​พระ​อติรูป​สอง​พระองค์, และ​พระองค์​ได้​รับสั่ง​กับ​ข้าพเจ้า​จริงๆ; และ​แม้​ว่า​ข้าพเจ้า​ถูก​เกลียด​ชัง​และ​ถูก​ข่มเหง เพราะ​การก​ล่า​ว​ว่า​ข้าพเจ้า​เห็น​นิมิต, แต่​มัน​เป็นความ​จริง; และ​ขณะ​ที่​พวก​เขา​ข่มเหง​ข้าพเจ้า, สบประมาท​ข้าพเจ้า, และ​กล่าว​ร้าย​นานัปการ​ใส่ความ​ข้าพเจ้า​ผิด ๆ เพราะ​การก​ล่า​ว​เช่น​นั้น, มัน​ทำให้​ข้าพเจ้า​กล่าว​อยู่​ใน​ใจ: ทำไม​จึง​ข่มเหง​ข้าพเจ้า​เพราะ​การ​บอก​ความ​จริง​เล่า ? ข้าพเจ้า​เห็น​นิมิต​จริง ๆ; และ​ข้าพเจ้า​เป็น​ใคร​เล่า​ที่​จะ​คัดค้าน​พระผู้เป็นเจ้า​ได้, หรือ​เหตุ​ใด​โลก​จึง​คิด​จะ​ทำให้​ข้าพเจ้า​ปฏิเสธ​สิ่ง​ที่​ข้าพเจ้า​เห็น​มา​จริง ๆ เล่า ? เพราะ​ข้าพเจ้า​เห็น​นิมิต; ข้าพเจ้า​รู้​เรื่อง​นี้, และ​ข้าพเจ้า​รู้​ว่า​พระผู้เป็นเจ้า​ทรง​ทราบ​เรื่อง​นี้, และ​ข้าพเจ้า​ไม่​สามารถปฏิเสธ​เรื่อง​นี้​ได้, ทั้ง​ข้าพเจ้า​ไม่​กล้า​ปฏิเสธ​เรื่อง​นี้; อย่าง​น้อย​ข้าพเจ้า​ก็​รู้​ว่า​โดย​การ​ทำ​เช่น​นั้น​ข้าพเจ้า​จะ​ทำให้​พระผู้เป็นเจ้า​ทรง​ขุ่นเคือง, และ​จะ​อยู่​ภาย​ใต้​การก​ล่า​ว​โทษ.
  ๒๖ เวลา​นี้​ข้าพเจ้า​พอใจ​แล้ว​ใน​ความ​นึกคิด​ของ​ข้าพเจ้า​เท่า​ที่​เกี่ยว​กับ​โลก​ของ​นิกาย—ว่า​มิ​ใช่​หน้าที่​ของ​ข้าพเจ้า​ที่​จะ​นับถือ​นิกาย​ใด, แต่​จะ​ดำเนิน​ต่อ​ไป​ดัง​ที่​ข้าพเจ้า​เป็น​อยู่​จนกว่า​จะ​ได้​รับคำ​แนะนำ​เพิ่มเติม. ข้าพเจ้า​พบ​ว่าประจักษ์พยาน​ของ​ยาก​อบ​เป็นความ​จริง—คือ​คน​ที่​ขาด​ปัญญา​สามารถ​ทูล​ขอ​จาก​พระผู้เป็นเจ้า, และ​ได้​รับ, และ​ไม่​ถูก​ตำหนิ.
โม​โร​ไน​ปรากฏ​ต่อ​โจ​เซฟ ส​มิ​ธ—ชื่อ​ของ​โจ​เซ​ฟจะเป็น​ที่​รู้จัก​ทั้ง​ใน​ทาง​ดี​และ​ชั่ว​ใน​บรรดา​ประชาชาติ​ทั้งปวง—โม​โร​ไน​บอก​ท่าน​ถึง​พระ​คัมภีร์​มอ​รม​อ​น​และ​การ​พิพากษา​จาก​พระเจ้า​ที่​จะ​มา​ถึง และ​อ้าง​ถึง​พระ​คัมภีร์​หลาย​ตอน—ท่าน​เปิดเผย​ถึง​สถาน​ที่​ซ่อน​แผ่น​จารึก​ทองคำ—โม​โร​ไน​แนะนำ​ศาสดา​พยากรณ์​ต่อ​ไป. (ข้อ ๒๗—๕๔.)
  ๒๗ ข้าพเจ้า​ดำเนิน​ชีวิต​ใน​หน้าที่​การ​งาน​ตาม​ปรกติ​ของ​ข้าพเจ้า​ต่อ​ไป​จนถึง​วัน​ที่​ยี่สิบ​เอ็ด​เดือน​กันยายน, หนึ่ง​พัน​แปด​ร้อย​ยี่สิบ​สาม, ตลอด​เวลา​ที่​ทน​รับ​การ​ข่มเหง​อย่าง​รุนแรง​ด้วย​น้ำมือ​ของ​ชน​ทุก​ชั้น, ทั้ง​เคร่ง​ศาสนา​และ​ไม่​มี​ศาสนา, เพราะ​ข้าพเจ้า​ยัง​ยืนยัน​อยู่​ว่า​ข้าพเจ้า​เห็น​นิมิต.
  ๒๘ ตลอด​ช่วง​เวลา​ซึ่ง​อยู่​ระหว่าง​เวลา​ที่​ข้าพเจ้า​เห็น​นิมิต​กับ​ปี​หนึ่ง​พัน​แปด​ร้อย​ยี่สิบ​สาม—โดยที่​ถูก​ห้าม​นับถือ​นิกาย​ศาสนา​ใด​ของ​ยุค, และ​โดยที่​อายุ​น้อย​มาก, และ​ถูก​ข่มเหง​โดย​คน​เหล่า​นั้น​ที่​ควร​เป็น​เพื่อน​ของ​ข้าพเจ้า​และ​ปฏิบัติ​ต่อ​ข้าพเจ้า​อย่าง​กรุณา, และ​หาก​พวก​เขา​คิด​ว่า​ข้าพเจ้า​ถูก​หลอก​ก็​จะ​พยายาม​ช่วย​นำ​ข้าพเจ้า​กลับคืน​มา​ใน​วิธี​ที่​เหมาะสม​และ​อ่อนโยน—ข้าพเจ้า​ถูก​ทิ้ง​ไว้​กับ​การล่อลวง​นานัปการ; และ, โดย​คบหา​กับ​สังคม​ทุก​ประเภท, ข้าพเจ้า​จึง​มัก​ถลำ​ไป​ใน​ความ​ผิด​พลาด​โง่​เขลา​มากมาย, และ​แสดง​ความ​อ่อนแอ​ของ​วัย​เยาว์, และ​จุดอ่อน​ของ​ธรรมชาติ​มนุษย์; ซึ่ง, ข้าพเจ้า​เสียใจ​ที่​จะ​กล่าว​ว่า, นำ​ข้าพเจ้า​ไป​สู่​การ​ล่อลวง​ต่าง ๆ, อันเป็น​ที่​ขุ่นเคือง​ใน​สาย​พระ​เนตร​ของ​พระผู้เป็นเจ้า. ใน​การ​สารภาพ​ครั้ง​นี้, ไม่​ต้อง​มี​ใคร​คิด​ว่า​ข้าพเจ้า​มีค​วาม​ผิด​เพราะ​บาป​ร้ายแรง​หรือ​ชั่วช้า​เลย. ธรรมชาติ​วิสัย​ที่​จะ​ทำ​เช่น​นั้น​ไม่​เคย​อยู่​ใน​กมล​สันดาน​ของ​ข้าพเจ้า. แต่​ข้าพเจ้า​มีค​วาม​ผิด​เรื่อง​ความ​คึก​คะนอง, และ​บาง​ครั้ง​สังสรรค์​กับ​พวก​ที่​ชอบ​สนุก, ฯลฯ, ไม่​ต้อง​กับ​บุคลิกลักษณะ​นั้น​ซึ่ง​ควร​มี​อยู่​ใน​คน​ที่​ได้​รับเรียก​จาก​พระผู้เป็นเจ้า​ดัง​ที่​ข้าพเจ้า​ได้​รับ. แต่​นี่​ดู​จะ​ไม่​แปลก​นัก​กับ​ใคร​ที่​จำ​วัย​เยาว์​ของ​ข้าพเจ้า​ได้, และ​คุ้นเคย​กับ​อารมณ์​เบิกบาน​อันเป็น​ธรรมชาติ​วิสัย​ของ​ข้าพเจ้า.
  ๒๙ ด้วย​เหตุ​เหล่า​นี้, ข้าพเจ้า​มัก​จะ​รู้สึก​ผิด​เนื่องจาก​ความ​อ่อนแอ​และ​ความ​ไม่​ดี​พร้อม​ของ​ข้าพเจ้า; ใน​เวลา​นั้น, ใน​คืน​วัน​ที่​ยี่สิบ​เอ็ด​เดือน​กันยายน​ที่​กล่าว​ไว้​ข้าง​ต้น, หลังจาก​ข้าพเจ้า​เข้า​นอน​คืน​นั้น​แล้ว, ข้าพเจ้า​ถวาย​ตน​ต่อ​การ​สวดอ้อนวอน​และ​การ​วิงวอน​พระผู้เป็นเจ้า​ผู้ทรง​ฤทธา​นุ​ภาพ​เพื่อ​การ​อภัย​บาป​และ​ความ​เขลา​ทั้งปวง​ของ​ข้าพเจ้า, และ​เพื่อ​การ​แสดง​ให้​ประจักษ์​แก่​ข้าพเจ้า​ด้วย, เพื่อ​ข้าพเจ้า​จะ​ได้​รู้​ถึง​สภาพ​และ​สถานะ​ของ​ข้าพเจ้า​ต่อ​พระองค์; เพราะ​ข้าพเจ้า​มีค​วาม​เชื่อ​มั่น​เต็มที่​ว่า​จะ​ได้​รับ​การ​แสดง​ให้​ประจักษ์​จาก​พระผู้เป็นเจ้า, ดัง​ที่​ข้าพเจ้า​ได้​รับ​มา​ก่อน​แล้ว​ครั้ง​หนึ่ง.
  ๓๐ ขณะ​ที่​ข้าพเจ้า​อยู่​ใน​อาการ​เรียก​หา​พระผู้เป็นเจ้า​อยู่​ดังนั้น, ข้าพเจ้า​เห็น​แสง​ปรากฏ​ขึ้น​ใน​ห้อง​ข้าพเจ้า, ซึ่ง​สว่าง​ขึ้น​จน​ห้อง​สว่าง​ยิ่ง​กว่า​ตอน​เที่ยง​วัน, เมื่อ​ทันใด​นั้น​รูปกาย​หนึ่ง​ปรากฏ​ขึ้น​ที่​ข้าง​เตียง​ข้าพเจ้า, โดย​ยืน​อยู่​ใน​อากาศ, เพราะ​เท้า​ของ​ท่าน​มิได้​แตะ​พื้น.
  ๓๑ ท่าน​สวม​เสื้อ​คลุม​หลวม​ๆ สีขาว​ผุดผ่อง​ที่สุด. เป็นความ​ขาว​เหนือ​สิ่ง​ใด​ใน​โลก​ที่​ข้าพเจ้า​ได้​เคย​เห็น​มา; ทั้ง​ข้าพเจ้า​ไม่​เชื่อ​ว่า​จะ​มี​ใคร​ทำให้​สิ่ง​ใด​ใน​โลก​ขาว​และ​สุกใส​ยิ่ง​ได้​เช่น​นั้น. มือ​ของ​ท่าน​เปลือย​เปล่า, และ​แขน​ของ​ท่าน​ด้วย, เหนือ​ข้อ​มือ​เล็กน้อย; เช่น​เดียวกัน, เท้า​ของ​ท่าน​เปลือย​เปล่า, ด้วย, ดัง​ที่​ขา​ของ​ท่าน​เปลือย​เปล่า, เหนือ​ข้อ​เท้า​เล็กน้อย. ศีรษะ​และ​คอ​ของ​ท่าน​ว่าง​เปล่า​ด้วย. ข้าพเจ้า​เห็น​ได้​ว่า​ท่าน​ไม่​ได้​สวม​พัสตราภรณ์อื่น​ใด​อีก​นอกจาก​เสื้อ​คลุม​ตัว​นี้, เพราะ​มัน​เปิด, จน​ข้าพเจ้า​เห็น​แผ่น​อก​ของ​ท่าน​ได้.
  ๓๒ ไม่​เพียง​เสื้อ​คลุม​ของ​ท่าน​ที่​ขาว​ยิ่ง, แต่​ทั้ง​ร่าง​ของ​ท่านเจิดจ้า​เหลือ​ที่​จะ​พรรณนา, และ​สีหน้า​ของ​ท่าน​ดุจ​สายฟ้าฟาด​อย่าง​แท้จริง. ห้อง​สว่าง​ยิ่ง, แต่​ไม่​สว่าง​เท่า​บริเวณ​รอบ​กาย​ของ​ท่าน. เมื่อ​ข้าพเจ้า​มอง​ท่าน​ครั้ง​แรก, ข้าพเจ้ากลัว; แต่​ใน​ไม่​ช้า​ความ​กลัว​ก็​หาย​ไป​จาก​ข้าพเจ้า.
  ๓๓ ท่าน​เรียกชื่อ​ข้าพเจ้า, และ​กล่าว​แก่​ข้าพเจ้า​ว่า​ท่าน​เป็น​ผู้​ส่ง​สาร​ที่​ส่ง​มา​จาก​ที่​ประทับ​ของ​พระผู้เป็นเจ้า​มา​หา​ข้าพเจ้า, และ​ชื่อ​ของ​ท่าน​คือ​โม​โร​ไน; พระผู้เป็นเจ้า​ทรง​มี​งาน​ให้​ข้าพเจ้า​ทำ; และ​ชื่อ​ข้าพเจ้า​จะ​ทั้ง​ดี​และ​ชั่ว​ใน​บรรดา​ประชาชาติ, ตระกูล, และ​ภาษา​ทั้งปวง, หรือ​จะ​มี​ผู้​เอ่ย​ถึง​ทั้ง​ใน​ทาง​ดี​และ​ชั่ว​ใน​บรรดา​ผู้คน​ทั้งปวง.
  ๓๔ ท่าน​กล่าว​ว่า​มีหนังสือ​เล่ม​หนึ่ง​ฝัง​อยู่, ซึ่ง​เขียน​บน​แผ่น​จารึกทองคำ, โดย​ให้​เรื่องราว​ของ​ผู้​อยู่​อาศัย​ใน​ทวีป​นี้​ใน​สมัย​ก่อน, และ​ถิ่น​กำเนิด​ซึ่ง​จาก​ที่​นั้น​พวก​เขา​ออก​มา. ท่าน​กล่าว​ด้วยว่า​ความสมบูรณ์​ของ​พระ​กิตติคุณ​อันเป็น​นิจ​มี​อยู่​ใน​นั้น, ดัง​ที่​พระ​ผู้​ช่วย​ให้​รอด​ประทาน​แก่​ผู้​อยู่​อาศัย​ใน​สมัย​โบราณ;
  ๓๕ ท่าน​บอก​ด้วยว่า, มี​ศิลา​สอง​ก้อน​ใน​คัน​โค้ง​เงิน—และ​ก้อน​ศิลา​เหล่า​นี้, ซึ่ง​ผูก​ติด​กับ​แผ่นทับทรวง, เป็น​สิ่ง​ที่​เรียก​ว่า​อู​ริม​และ​ทูมมิม—ฝัง​อยู่​กับ​แผ่น​จารึก; และ​การ​ครอบครอง​และ​การ​ใช้​ก้อน​ศิลา​เหล่า​นี้​คือ​สิ่ง​ที่​ทำให้​เป็น “ผู้หยั่งรู้​” ใน​สมัย​โบราณ​หรือ​สมัย​ก่อน; และ​พระผู้เป็นเจ้า​ทรง​เตรียม​ไว้​เพื่อ​จุด​ประสงค์​ของ​การ​แปล​หนังสือ​เล่ม​นี้.
  ๓๖ หลังจาก​บอก​เรื่อง​เหล่า​นี้​แก่​ข้าพเจ้า​แล้ว, ท่าน​เริ่ม​อ้าง​ถึง​คำ​พยากรณ์​ต่างๆ ของ​ภาค​พัน​ธ​สัญญาเดิม. ก่อน​อื่น​ท่าน​อ้าง​ถึง​ตอน​หนึ่ง​ของ​บท​ที่​สาม​ของมาลาคี; และ​ท่าน​อ้าง​ถึง​บท​ที่​สี่​หรือ​บท​สุดท้าย​ของ​คำ​พยากรณ์​เดียวกัน​ด้วย, แม้​ว่า​แตก​ต่าง​ไป​เล็กน้อย​จาก​ที่​มี​อยู่​ใน​พระ​คัมภีร์​ไบเบิล​ของ​เรา. แทนที่จะ​อ้าง​ถึง​ข้อ​แรก​ดัง​ที่​มี​อยู่​ใน​หนังสือ​ของ​เรา, ท่าน​อ้าง​ถึง​ข้อความ​ดังนี้:
  ๓๗ เพราะ​ดูเถิด, วัน​นั้น​ย่อม​มา​ถึง​ซึ่ง​จะไหม้​ดัง​เตา​เผา, และ​คน​จองหอง​ทั้งหมด, แท้จริง​แล้ว, และ​คน​ทั้งหมด​ที่​ทำ​ชั่ว​จะ​เผา​ไหม้​ดัง​ตอข้าว, เพราะ​พวก​เขา​ที่มา​จะ​เผา​พวก​นั้น, พระเจ้า​จอม​โยธา​ตรัส, จน​ไม่​มี​ทั้ง​ราก​หรือ​กิ่ง​เหลือ​อยู่​เลย.
  ๓๘ และ​อนึ่ง, ท่าน​อ้าง​ถึง​ข้อ​ที่​ห้า​ดังนี้: ดูเถิด, เรา​จะ​เปิดเผย​ฐานะปุโรหิต​แก่​เจ้า, โดย​มือ​ของ​เอ​ลียาห์ ศาสดา​พยากรณ์, ก่อน​การ​มา​ของ​วัน​สำคัญ​ยิ่ง​และ​น่า​พรั่นพรึง​ของ​พระเจ้า.
  ๓๙ ท่าน​อ้าง​ถึง​ข้อ​ต่อ​ไป​อย่าง​แตก​ต่าง​กัน​ด้วย: และ​ท่าน​จะ​ปลูกสัญญา​ที่​ทำ​กับ​บรรพบุรุษ​ไว้​ใน​ใจ​ของ​ลูก​หลาน, และ​ใจ​ของ​ลูก​หลาน​จะ​หันไป​หาบ​ร​รพ​บุรุษ​ของ​พวก​เขา. หาก​ไม่​เป็น​เช่น​นั้น, ทั้ง​แผ่นดิน​โลก​จะ​ร้าง​ลง​สิ้น ณ การ​เสด็จ​มา​ของ​พระองค์.
  ๔๐ นอกจาก​ข้อ​เหล่า​นี้​แล้ว, ท่าน​อ้าง​ถึง​บท​ที่​สิบ​เอ็ด​ของ​อิสยาห์, โดย​กล่าว​ว่า มัน​กำลัง​จะ​เกิดสัมฤทธิผล. ท่าน​อ้าง​ถึง​บท​ที่​สาม​ของ​กิจการ​ของ​อัครทูต​ด้วย, ข้อ​ที่​ยี่สิบ​สอง​และ​ยี่สิบ​สาม, ซึ่ง​ตรง​กับ​ที่​มี​อยู่​ใน​ภาค​พัน​ธ​สัญญา​ใหม่​ของ​เรา. ท่าน​กล่าว​ว่า​ศาสดาพยากรณ์​ผู้​นั้น​คือ​พระ​คริสต์; แต่​วัน​นั้น​ยัง​ไม่​มา​ถึง​เมื่อ “เขา​ทั้งหลาย​ผู้​ที่​ไม่​ยอม​ฟัง​สุรเสียง​ของ​พระองค์​จะ​ถูกตัดขาด​จาก​บรรดา​ผู้คน” แต่​จะ​มา​ถึง​ใน​ไม่​ช้า.
  ๔๑ ท่าน​อ้าง​ถึง​บท​ที่​สอง​ของ​โยเอล​ด้วย, ตั้งแต่​ข้อ​ยี่สิบ​แปด​ถึง​ข้อ​สุดท้าย. ท่าน​กล่าว​ด้วยว่า​เรื่อง​นี้​ยัง​ไม่​เกิดสัมฤทธิผล, แต่​จะ​เกิด​สัมฤทธิผลใน​ไม่​ช้า. และ​ท่าน​กล่าว​ต่อ​ไป​ว่าความ​บริบูรณ์​ของ​คน​ต่างชาติ​จะ​เข้า​มา​ใน​ไม่​ช้า. ท่าน​อ้าง​ถึง​ข้อความ​อื่น​ของ​พระ​คัมภีร์​หลาย​ข้อ, และ​ให้​คำ​อธิบาย​ไว้​มาก​ซึ่ง​ไม่​สามารถ​กล่าว​ไว้ ณ ที่​นี้.
  ๔๒ อนึ่ง, ท่าน​บอก​ข้าพเจ้า, ว่า​เมื่อ​ข้าพเจ้า​ได้​แผ่น​จารึก​เหล่า​นั้น​ซึ่ง​ท่าน​ได้​พูด​ถึง—เพราะ​ยัง​ไม่​ถึง​เวลา​ที่​จะ​ได้​รับ—ข้าพเจ้า​จะ​ไม่​แสดง​สิ่ง​เหล่า​นั้น​แก่​บุคคล​ใด; ทั้ง​แผ่น​ทับทรวง​กับ​อู​ริม​และ​ทูม​มิม; นอกจาก​กับ​บรรดา​คน​ที่​ข้าพเจ้า​ได้​รับ​บัญชา​ให้​แสดง​สิ่ง​เหล่า​นั้น; หาก​ข้าพเจ้า​ทำ​ข้าพเจ้า​จะ​ถูก​ทำลาย. ขณะ​ที่​ท่าน​กำลัง​สนทนา​กับ​ข้าพเจ้า​เกี่ยว​กับ​แผ่น​จารึก, ในจิตใจ​ข้าพเจ้า​ก็​บังเกิด​นิมิต​จน​ข้าพเจ้า​มอง​เห็น​สถาน​ที่​ซึ่ง​แผ่น​จารึก​ฝัง​อยู่, และ​แจ่มแจ้ง​และ​ชัดเจน​มาก​จน​ข้าพเจ้า​รู้จัก​สถาน​ที่​นั้น​อีก​เมื่อ​ข้าพเจ้า​ไป​ถึง.
  ๔๓ หลังจาก​การ​พูด​กัน​นี้​แล้ว, ข้าพเจ้า​เห็น​ความ​สว่าง​ใน​ห้อง​เริ่ม​รวม​กัน​เข้า​มา​ชิด​อยู่​รอบ​กาย​ของ​ผู้​ที่​พูด​กับ​ข้าพเจ้า, และ​เป็น​อยู่​ต่อ​ไป​เช่น​นั้น​จน​ห้อง​ถูก​ทิ้ง​ให้​มืด​อีก, เว้นแต่​บริเวณ​รอบ ๆ ท่าน; เมื่อ, ทันใด​นั้น​ข้าพเจ้า​เห็น, ประหนึ่ง, ช่อง​ทาง​เปิด​ตรง​ขึ้น​ไป​สู่​สวรรค์, และ​ท่าน​กลับ​ขึ้น​ไป​จน​ลับตา, และ​ห้อง​ถูก​ทิ้ง​ไว้​ใน​สภาพ​เหมือน​ก่อน​ที่​แสง​จาก​สวรรค์​นี้​มา​ปรากฏ.
  ๔๔ ข้าพเจ้า​นอน​ครุ่นคิด​ถึง​ความ​แปลก​ประหลาด​ของ​เหตุการณ์, และ​อัศจรรย์​ใจมา​กใน​เรื่อง​ที่​ผู้​ส่ง​สาร​ที่​ไม่​ธรรมดา​องค์​นี้​ได้​บอก​ข้าพเจ้า; เมื่อ, กำลัง​พินิจไตร่ตรอง​อยู่, ทันใด​นั้น ข้าพเจ้า​ก็​เห็น​ว่า​ห้อง​ของ​ข้าพเจ้า​เริ่ม​สว่าง​ขึ้น​อีก, และ​ประหนึ่ง​ว่า, ใน​ทันใด​นั้น, ผู้​ส่ง​สาร​จาก​สวรรค์​องค์​เดียวกัน​นั้น​ก็​อยู่​ข้าง​เตียง​ข้าพเจ้า​อีก.
  ๔๕ ท่าน​เริ่ม​ต้น, เล่า​เรื่อง​เดียวกัน​นั้น​อีก​ครั้ง​ซึ่ง​ท่าน​ได้​ทำ​เมื่อ​มา​เยือน​ครั้ง​แรก, โดย​ไม่​ผิดแผก​จาก​เดิม​แม้แต่​น้อย; ซึ่ง​เมื่อ​จบ​แล้ว, ท่าน​แจ้ง​แก่​ข้าพเจ้า​ถึง​การ​พิพากษา​อัน​ยิ่ง​ใหญ่​ซึ่ง​กำลัง​จะ​เกิด​ขึ้น​บน​แผ่นดิน​โลก, พร้อม​ด้วย​ความ​รกร้าง​ว่าง​เปล่า​อย่าง​ใหญ่​หลวง​จาก​ความ​อดอยาก, ดาบ, และ​โรค​ระบาด; และ​ว่าการ​พิพากษา​อัน​น่า​เศร้า​สลด​นี้​จะ​เกิด​ขึ้น​บน​แผ่นดิน​โลก​ใน​รุ่น​นี้. เมื่อ​เล่า​เรื่อง​เหล่า​นี้​แล้ว, ท่าน​กลับ​ขึ้น​ไป​อีก​เหมือน​ที่​เคย​ทำ​ก่อน​หน้า​นี้.
  ๔๖ ใน​เวลา​นั้น, ความ​รู้สึก​ที่​เกิด​ใน​จิตใจ​ข้าพเจ้า​ลึกซึ้ง​นัก, จน​ไม่​อาจ​ข่ม​ตา​หลับ​ลง​ได้, และ​ข้าพเจ้า​นอน​จม​อยู่​ใน​ความ​ประหลาด​ใจถึง​สิ่ง​ที่​ข้าพเจ้า​ทั้ง​ได้​เห็น​และ​ได้ยิน​มา. แต่​เป็นความ​ประหลาด​ใจ​ของ​ข้าพเจ้า​อะไร​เช่น​นั้น​เมื่อ​เห็น​ผู้​ส่ง​สาร​องค์​เดียวกัน​นั้น​ที่​ข้าง​เตียง​ข้าพเจ้า​อีก, และ​ได้ยิน​ท่าน​ทวน​หรือ​กล่าว​ซ้ำ​กับ​ข้าพเจ้า​อีก​ถึง​เรื่อง​เดียวกัน​กับ​ครั้ง​ก่อน; และ​เสริม​คำ​ตักเตือน​ข้าพเจ้า, โดย​บอก​ว่า​ซาตาน​จะ​พยายามล่อลวง​ข้าพเจ้า (เนื่องจาก​สภาพ​ความ​ยากจน​ของ​ครอบครัว​บิดา​ข้าพเจ้า), ให้​เอา​แผ่น​จารึก​ไป​เพื่อ​ประสงค์​จะ​สร้าง​ความ​ร่ำรวย. เรื่อง​นี้​ท่าน​ห้าม​ข้าพเจ้า, โดย​กล่าว​ว่า ข้าพเจ้า​ต้อง​ไม่​มี​เป้าหมาย​อื่น​ใน​ความ​นึกคิด​ใน​การ​ได้​แผ่น​จารึก​มา นอกจาก​เพื่อ​สรรเสริญ​พระผู้เป็นเจ้า, และ​ต้อง​ไม่​ตก​อยู่​ใน​อิทธิพล​ของ​แรงจูงใจ​อื่น​ใด​นอกจาก​การ​สร้าง​อาณาจักร​ของ​พระองค์; มิ​ฉะนั้น​ข้าพเจ้า​จะ​รับ​มัน​มา​ไม่​ได้.
  ๔๗ หลังจาก​การ​มา​เยือน​ครั้ง​ที่​สาม​นี้, ท่าน​ก็​กลับ​ขึ้น​สู่​สวรรค์​ดัง​ครั้ง​ก่อน​อีก, และ​อีก​ครั้ง​ที่​ข้าพเจ้า​ถูก​ทิ้ง​ให้​ไตร่ตรอง​ถึง​ความ​แปลก​ประหลาด​ของ​สิ่ง​ที่​ข้าพเจ้า​เพิ่ง​ประสบ​มา; เมื่อ​เกือบ​จะ​ใน​ทันที​หลังจาก​ผู้​ส่ง​สาร​จาก​สวรรค์​กลับ​ขึ้น​ไป​จาก​ข้าพเจ้า​เป็น​ครั้ง​ที่​สาม, ไก่​ก็​ขัน, และ​ข้าพเจ้า​จึง​รู้​ว่า​ใกล้​วัน​ใหม่​แล้ว, ดังนั้น​การ​สนทนา​ของ​เรา​ต้อง​ใช้​เวลา​ไป​ตลอด​ทั้ง​คืน​นั้น.
  ๔๘ หลังจาก​นั้น​ไม่​นาน​ข้าพเจ้า​ก็​ลุก​จาก​เตียง​ข้าพเจ้า, และ, เช่น​เคย, ไป​ทำ​งาน​ที่​ต้อง​ทำ​ของ​วัน​นั้น; แต่, ใน​การ​พยายาม​ทำ​งาน​ดัง​ครั้ง​อื่น ๆ, ข้าพเจ้า​พบ​ว่า​หมด​เรี่ยวแรง​จน​ทำ​ต่อ​ไป​ไม่​ไหว. บิดา​ข้าพเจ้า, ซึ่ง​กำลัง​ทำ​งาน​อยู่​กับ​ข้าพเจ้า, เห็น​ว่า​คง​มี​บาง​สิ่ง​ผิด​ปรกติ​กับ​ข้าพเจ้า, และ​บอก​ให้​ข้าพเจ้า​กลับ​บ้าน. ข้าพเจ้า​ออก​ไป​ด้วย​ความ​ตั้งใจ​จะ​กลับ​บ้าน; แต่, ขณะ​พยายาม​ข้าม​รั้ว​ออก​จาก​ไร่​ที่​เรา​อยู่, ข้าพเจ้า​ก็​หมด​แรง, และ​ข้าพเจ้า​ล้ม​แน่นิ่ง​อยู่​บน​พื้น​ดิน, และ​ชั่ว​ขณะ​หนึ่ง​ที่​ไม่​รู้สึก​ตัว​เลย.
  ๔๙ สิ่ง​แรก​ที่​จำ​ได้​คือ​เสียง​พูด​กับ​ข้าพเจ้า, เรียก​ชื่อ​ข้าพเจ้า. ข้าพเจ้า​เงย​หน้า​ขึ้น, และ​เห็น​ผู้​ส่ง​สาร​องค์​เดียวกัน​นั้น​ยืน​อยู่​เหนือ​ศีรษะ​ข้าพเจ้า, ล้อม​รอบ​ด้วย​ความ​สว่าง​ดัง​ครั้ง​ก่อน. แล้ว​ท่าน​เล่า​เรื่อง​ทั้งหมด​แก่​ข้าพเจ้า​อีก​ดัง​ที่​ท่าน​เล่า​ไว้​แก่​ข้าพเจ้า​เมื่อ​คืน​ก่อน, และ​สั่ง​ให้​ข้าพเจ้า​ไป​หาบิดา​ข้าพเจ้า และ​บอก​ท่าน​เกี่ยว​กับ​นิมิต​และ​คำสั่ง​ที่​ข้าพเจ้า​ได้​รับ.
  ๕๐ ข้าพเจ้า​ทำ​ตาม; ข้าพเจ้า​กลับ​ไป​หา​บิดา​ข้าพเจ้า​ใน​ไร่, และ​เล่า​เรื่อง​ทั้งหมด​แก่​ท่าน. ท่าน​ตอบ​ข้าพเจ้า​ว่า​เรื่อง​นี้​มา​จาก​พระผู้เป็นเจ้า, และ​บอก​ให้​ข้าพเจ้า​ไป​ทำ​ดัง​ที่​ผู้​ส่ง​สาร​สั่ง. ข้าพเจ้า​ออก​จาก​ไร่, และ​ไป​ยัง​ที่​ซึ่ง​ผู้​ส่ง​สาร​ได้​บอก​ข้าพเจ้า​ว่า​มี​แผ่น​จารึก​ฝัง​อยู่; และ​เนื่องจาก​ความ​ชัดเจน​ของ​นิมิต​ซึ่ง​ข้าพเจ้า​ได้​เห็น​มา​เกี่ยว​กับ​สถาน​ที่, ข้าพเจ้า​จึง​รู้จัก​สถาน​ที่​นั้น​ทันที​เมื่อ​ข้าพเจ้า​ไป​ถึงที่​นั่น.
  ๕๑ ใกล้​หมู่​บ้าน​แมนเชสเตอร์, เทศ​มณฑล​ออ​น​ตา​ริ​โอ, รัฐ​นิ​ว​ยอ​ร์ก, มี​เนินเขา​ขนาด​ใหญ่​ลูก​หนึ่ง, และ​สูง​ที่สุด​เหนือ​เนิน​อื่น ๆ ใน​ละแวก​นั้น. ทาง​ด้าน​ตะวันตก​ของ​เนิน​เขา​ลูก​นี้, ไม่​ห่าง​จาก​ยอด, ใต้​ก้อน​ศิลา​ขนาด​ใหญ่​ก้อน​หนึ่ง, มี​แผ่น​จารึก​วาง​อยู่, ใน​หีบ​ศิลา. ศิลา​ก้อน​นี้​หนา​และ​บริเวณ​ตรง​กลาง​ของ​ส่วน​บน​นูน, และ​ลาด​ลง​ไป​หา​ขอบ, จน​ตรง​กลาง​ของ​มัน​มอง​เห็น​ได้​เหนือ​พื้น​ดิน, แต่​บริเวณ​ขอบ​โดย​รอบ​ถูก​ดิน​กลบ​ไว้​หมด.
  ๕๒ เมื่อ​โกย​ดิน​ออก​ไป​แล้ว, ข้าพเจ้า​ได้​ชะแลง​อัน​หนึ่ง, ซึ่ง​ข้าพเจ้า​สอด​ลง​ใต้​ขอบ​ศิลา, และ​ด้วย​การ​ออกแรง​เล็กน้อย​ก็​งัด​มัน​ขึ้น. ข้าพเจ้า​มอง​เข้าไป, และ​จริง​ดังนั้น​ที่​นั่น​ข้าพเจ้า​ได้​เห็น​แผ่นจารึก, อู​ริม​และ​ทูมมิม, และ​แผ่นทับทรวง, ดัง​ที่​ผู้​ส่ง​สาร​กล่าว​ไว้. หีบ​ซึ่ง​ของ​เหล่า​นี้​วาง​อยู่​ใน​นั้น​ประกอบ​ขึ้น​โดย​การ​วาง​ศิลา​เรียง​ไว้​ใน​ปูน​ชนิด​หนึ่ง. ที่​ก้น​หีบ​มี​ศิลา​สอง​ก้อน​วาง​อยู่​ตาม​ขวาง​ของ​หีบ, และ​บน​ศิลา​เหล่า​นี้​มี​แผ่น​จารึก​กับ​สิ่ง​อื่น ๆ วาง​อยู่​ด้วย​กัน.
  ๕๓ ข้าพเจ้า​พยายาม​ยก​ออก​มา, แต่​ผู้​ส่ง​สาร​ห้าม​ข้าพเจ้า​ไว้, และ​บอก​อีก​ว่า​ยัง​ไม่​ถึง​เวลา​ที่​จะ​นำ​ออก​มา, ทั้ง​จะ​ยัง​ไม่​ถึง​เวลา, จนกว่า​จะ​ถึง​สี่​ปี​นับ​จาก​เวลา​นั้น; แต่​ท่าน​บอก​ข้าพเจ้า​ว่า​ข้าพเจ้า​จะ​มา​ที่​นั่น​เมื่อ​ครบ​ปี​พอดี​นับ​จาก​วัน​นั้น, และ​ท่าน​จะ​พบ​กับ​ข้าพเจ้า​ที่​นั่น, และ​ข้าพเจ้า​จะ​ทำ​ต่อ​ไป​เช่น​นั้น​จนกว่า​จะ​ถึง​เวลา​ได้​รับ​แผ่น​จารึก.
  ๕๔ โดย​เป็น​ไป​ตาม​ที่​ข้าพเจ้า​ได้​รับคำ​สั่ง, ข้าพเจ้า​จึง​ไป​เมื่อ​ครบ​กำหนด​แต่ละ​ปี, และ​แต่ละ​ครั้ง​ข้าพเจ้า​พบ​ผู้​ส่ง​สาร​องค์​เดียวกัน​นั้น​ที่​นั่น, และ​ได้​รับคำ​สั่งสอน​และ​ความ​รู้​แจ้ง​จาก​ท่าน​ทุก​ครั้ง​ที่​สนทนา​กัน, เกี่ยว​กับ​สิ่ง​ที่​พระเจ้า​จะ​ทรง​กระทำ, และอาณาจักร​ของ​พระองค์​จะ​ดำเนิน​ไป​อย่างไร​และ​โดย​วิธี​ใด​ใน​วัน​เวลา​สุดท้าย.
โจ​เซฟ ส​มิ​ธ แต่งงาน​กับ​เอม​มา เฮล—ท่าน​ได้​รับ​แผ่น​จารึก​ทองคำ​จาก​โม​โร​ไน​และ​แปล​อักขระ​บาง​ส่วน—มาร์ติน แฮ​ร์ริ​ส นำ​อักขระ​และ​งาน​แปล​ไป​ให้​ศาสตราจารย์​แอ​นธัน ดู, เขา​กล่าว​ว่า, “ข้าพเจ้า​ไม่​สามารถ​อ่าน​หนังสือ​ที่​ผนึก​ไว้​ได้.” (ข้อ ๕๕–๖๕.)
  ๕๕ เนื่องจาก​สภาพ​ความ​เป็น​อยู่​ทาง​โลก​ของ​บิดา​ข้าพเจ้า​อัตคัด​มาก, เรา​จำเป็น​ต้อง​ทำ​งาน​ด้วย​มือ​ของ​เรา, โดย​รับจ้าง​ทำ​งาน​ราย​วัน​และ​ใน​วิธี​อื่น ๆ, เท่า​ที่​เรา​จะ​มี​โอกาส. เรา​ทำ​อยู่​ที่​บ้าน​บ้าง, และ​ไกล​บ้าน​บ้าง, และ​โดย​การ​ทำ​งาน​ตลอด​เวลา​จึง​สามารถ​ประทัง​ชีวิต​อยู่​ได้.
  ๕๖ ใน​ปี ๑๘๒๓ ครอบครัว​ของ​บิดา​ข้าพเจ้า​เผชิญ​กับ​ความ​ทุกข์​ใหญ่​หลวง​เพราะ​การ​ตาย​ของอัลวิน, พี่​ชาย​คน​โต​ของ​ข้าพเจ้า. ใน​เดือน​ตุลาคม, ปี ๑๘๒๕, ข้าพเจ้า​รับจ้าง​สุภาพบุรุษ​ชรา​คน​หนึ่ง​ชื่อ โจ​ไซยาห์ ส​โตล, ผู้​ที่​อยู่​ใน​เทศ​มณฑล​เชนังโก, รัฐ​นิ​ว​ยอ​ร์ก. เขา​ได้ยิน​เรื่อง​ที่​ชาว​สเปนเปิด​เหมือง​เงิน​ใน​ฮา​ร์โมนีย์, เทศ​มณฑล​ซัสเควฮัน​นา, รัฐ​เพ​นน์ซิลเวเนีย; และ​ก่อน​เขา​จะ​ว่าจ้าง​ข้าพเจ้า, เขา​ขุด​หา, หาก​เป็น​ไป​ได้, เพื่อ​จะ​พบ​เหมือง. หลังจาก​ข้าพเจ้า​ไป​อยู่​กับ​เขา​แล้ว, เขา​พา​ข้าพเจ้า, พร้อม​กับ​คน​งาน​ที่​เหลือขอ​ง​เขา, ไป​ขุด​หา​เหมือง​เงิน, ซึ่ง​ที่​นั่น​ข้าพเจ้า​ทำ​งาน​อยู่​ต่อ​ไป​เกือบ​หนึ่ง​เดือน, โดย​ไม่​ประสบ​ความ​สำเร็จ​ใน​การ​ทำ​งาน​ของ​เรา, และ​ใน​ที่สุด​ข้าพเจ้า​โน้มน้าว​สุภาพบุรุษ​ชรา​ให้​ยุติ​การ​ขุด​หา​เหมือง​นั้น. ด้วย​เหตุ​นี้​จึง​มี​เรื่องราว​แพร่​ออก​ไป​มาก​เกี่ยว​กับ​การ​เป็น​นัก​ขุด​เงิน​ของ​ข้าพเจ้า.
  ๕๗ ระหว่าง​เวลา​ที่​ข้าพเจ้า​ได้​รับ​การ​ว่าจ้าง​อยู่​ดังนั้น, ข้าพเจ้า​พัก​อยู่​กับ​นาย​ไอ​แซ​ค เฮล, ณ สถาน​ที่​นั้น; ที่​นั่น​เป็น​ครั้ง​แรก​ที่​ข้าพเจ้า​ได้​เห็น​เอม​มา เฮล ( ธิดา​ของ​เขา), ภรรยา​ข้าพเจ้า. ใน​วัน​ที่ ๑๘ มกราคม, ค.ศ. ๑๘๒๗, เรา​แต่งงาน​กัน, ขณะ​ที่​ข้าพเจ้า​ยัง​ทำ​งาน​อยู่​กับ​นาย​ส​โตล.
  ๕๘ เนื่องจาก​ข้าพเจ้า​ยืนยัน​อยู่​ต่อ​ไป​ว่า​ข้าพเจ้า​เห็น​นิมิต, การข่มเหง​จึง​ยัง​คง​ติดตาม​ข้าพเจ้า, และ​ครอบครัว​บิดา​ของ​ภรรยา​ข้าพเจ้า​ไม่​เห็น​ด้วย​อย่าง​มาก​กับ​การ​แต่งงาน​ของ​เรา. ฉะนั้น, ข้าพเจ้า​จึง​จำเป็น​ต้อง​พา​เธอ​ไป​ที่​อื่น; ดังนั้น​เรา​จึง​จาก​ไป​และ​แต่งงาน​ที่​บ้าน​ของ ฯ​พ​ณ​ฯ ทาร์บิลล์, ใน​เซา​ธ์เบน​บ​ริ​จ, เทศ​มณฑล​เชนังโก, รัฐ​นิ​ว​ยอ​ร์ก. ทันที​หลังจาก​การ​แต่งงาน​ของ​ข้าพเจ้า, ข้าพเจ้า​ก็​จาก​บ้าน​นาย​ส​โตล, และ​ไป​ยัง​บ้าน​บิดา​ข้าพเจ้า, และ​ทำ​ไร่​กับ​ท่าน​ใน​ฤดูกาล​นั้น.
  ๕๙ ใน​ที่สุด​ก็​ถึง​เวลา​ได้​รับ​แผ่น​จารึก, อู​ริม​และ​ทูม​มิม, และ​แผ่น​ทับทรวง. ใน​วัน​ที่​ยี่สิบ​สอง เดือน​กันยายน, หนึ่ง​พัน​แปด​ร้อย​ยี่สิบ​เจ็ด, โดย​ไป​ยัง​ที่​ซึ่ง​มี​สิ่งของ​เหล่า​นั้น​ฝัง​อยู่​ตาม​ปรกติ​เมื่อ​ครบ​กำหนด​อีก​หนึ่ง​ปี, ผู้​ส่ง​สาร​จาก​สวรรค์​องค์​เดียวกัน​นั้น​ก็​มอบ​สิ่ง​เหล่า​นั้น​ให้​ข้าพเจ้า​พร้อม​กับ​ภาระ​ผูกพัน​ดังนี้: ว่า​ข้าพเจ้า​จะ​รับผิดชอบ​ต่อ​สิ่ง​เหล่า​นั้น; ว่า​หาก​ข้าพเจ้า​ปล่อย​ไป​โดย​ประมาท, หรือ​โดย​การละเลย​ใด ๆ ของ​ข้าพเจ้า, ข้าพเจ้า​จะ​ถูก​ตัดขาด; แต่​หาก​ข้าพเจ้า​จะ​ใช้​ความ​พยายาม​ทั้งหมด​ของ​ข้าพเจ้า​ที่​จะปกปักรักษา​ไว้, จนกว่า​ท่าน, ผู้​ส่ง​สาร, จะ​เรียก​คืน​แล้ว, สิ่งของ​เหล่า​นั้น​จะ​ได้​รับ​การ​คุ้มครอง.
  ๖๐ ใน​ไม่​ช้า​ข้าพเจ้า​ก็​เข้าใจ​เหตุผล​ที่​ข้าพเจ้า​ได้​รับคำ​สั่ง​เข้มงวด​ดัง​กล่าว​ให้​รักษา​สิ่งของ​เหล่า​นี้​ให้​ปลอดภัย, และ​เหตุ​ใด​ผู้​ส่ง​สาร​จึง​กล่าว​ไว้​ว่า​เมื่อ​ข้าพเจ้า​ทำ​สิ่ง​ที่​ทรง​เรียก​ร้อง​จาก​มือ​ข้าพเจ้า​แล้ว, ท่าน​จะ​เรียก​คืน. เพราะ​ทันที​ที่​คน​รู้​ว่า​ข้าพเจ้า​มี​สิ่งของ​เหล่า​นี้, ก็​ถึง​กับ​เพียร​พยายาม​อย่าง​ที่สุด​ที่​จะ​ชิง​ไป​จาก​ข้าพเจ้า. กุศโลบาย​ทุก​อย่าง​ที่​จะ​สามารถ​คิดค้น​ขึ้น​มา​ได้​ก็​นำ​มา​ใช้​เพื่อ​จุด​ประสงค์​นั้น. การ​ข่มเหง​กลับ​หนักมือ​และ​รุนแรง​ขึ้น​กว่า​แต่​ก่อน, และ​ฝูง​ชน​เฝ้าคอย​อยู่​ตลอด​เวลา​ที่​จะ​ชิง​ไป​จาก​ข้าพเจ้า​หาก​เป็น​ไป​ได้. แต่​โดย​ปรีชา​ญาณ​ของ​พระผู้เป็นเจ้า, สิ่งของ​เหล่า​นี้​จึง​ยัง​คง​อยู่​ใน​มือ​ข้าพเจ้า​โดย​ปลอดภัย, จน​ข้าพเจ้า​ได้​ใช้​มัน​ทำ​สิ่ง​ที่​ทรง​เรียก​ร้อง​จาก​มือ​ข้าพเจ้า​ได้​สำเร็จ. เมื่อ​ผู้​ส่ง​สาร​เรียก​คืน, ตาม​ที่​มี​การ​ตกลง​กัน​ไว้, ข้าพเจ้า​จึง​ส่ง​มอบ​ให้ท่า​น; และ​ท่าน​จึง​มี​สิ่ง​เหล่า​นี้​ไว้​ใน​ความ​อารักขา​ของ​ท่าน​จนถึง​วัน​นี้, คือ​วัน​ที่​สอง เดือน​พฤษภาคม, หนึ่ง​พัน​แปด​ร้อย​สาม​สิบ​แปด.
  ๖๑ อย่างไรก็ตาม, ความ​ระส่ำระสาย​ยัง​คง​มี​ต่อ​ไป, และ​ข่าว​ลือ​ด้วย​ลิ้น​นับ​พัน​ลิ้น​มี​อยู่​ตลอด​เวลา​ใน​การ​แพร่​สะพัด​เรื่อง​เท็จ​เกี่ยว​กับ​ครอบครัว​ของ​บิดา​ข้าพเจ้า, และ​เกี่ยว​กับ​ตัว​ข้าพเจ้า. หาก​ข้าพเจ้า​จะ​เล่า​สัก​หนึ่ง​ใน​พัน​เรื่อง​เหล่า​นี้, ก็​คง​จะ​ได้​เป็น​เล่ม ๆ. อย่างไรก็ตาม, การ​ข่มเหง​เริ่ม​เหลือ​ที่​จะ​อดกลั้น​จน​ข้าพเจ้า​จำเป็น​ต้อง​ออก​จาก​แมนเชสเตอร์, และ​ไป​ยัง​เทศ​มณฑล​ซัสเควฮัน​นา, ใน​รัฐ​เพ​นน์ซิลเว​เนียกับ​ภรรยา​ข้าพเจ้า. ขณะ​เตรียมตัว​ไป—โดยที่​ยากจน​มาก, และ​การ​ข่มเหง​ที่​เรา​ได้​รับ​นั้น​หนัก​จน​เหลือวิสัย​ที่​เรา​จะ​มี​สภาพ​เป็น​อย่าง​อื่น—ท่ามกลาง​ความ​ทุกข์​ของ​เรา เรา​พบ​ความ​เป็น​เพื่อน​ใน​สุภาพบุรุษ​คน​หนึ่ง​นาม​ว่า​มาร์ติน แฮ​ร์ริ, ซึ่ง​มา​หา​เรา​และ​ให้​เงิน​แก่​ข้าพเจ้า​ห้า​สิบ​เหรียญ​เพื่อ​ช่วยเหลือ​เรา​ใน​การ​เดินทาง. นาย​แฮ​ร์ริ​ส​เป็น​ผู้​มี​ถิ่น​พำนัก​อยู่​ใน​เมือง​พอลไมรา, เทศ​มณฑล​เวย์น, ใน​รัฐ​นิ​ว​ยอ​ร์ก, และ​เป็น​เกษตรกร​ที่​มี​ผู้​นับหน้าถือตา​คน​หนึ่ง.
  ๖๒ โดย​ความ​ช่วยเหลือ​อัน​ทันท่วงที​นี้​ข้าพเจ้า​จึง​สามารถ​ไป​ถึง​สถาน​ที่​อันเป็น​จุดหมายปลายทาง​ของ​ข้าพเจ้า​ใน​เพ​นน์ซิลเวเนีย; และ​ทันที​หลังจาก​ข้าพเจ้า​ไป​ถึงที่​นั่น ข้าพเจ้า​เริ่ม​คัด​ลอก​อักขระ​จาก​แผ่น​จารึก. ข้าพเจ้า​คัด​ลอก​อักขระ​ไว้​เป็น​จำนวน​มาก, และ​โดย​ใช้​อู​ริม​และ​ทูม​มิ​ข้าพ​เจ้า​แปล​อักขระ​บาง​ส่วน, ซึ่ง​ข้าพเจ้า​ทำ​ระหว่าง​เวลา​ที่​ไป​ถึง​บ้าน​บิดา​ของ​ภรรยา​ข้าพเจ้า, ใน​เดือน​ธันวาคม, และ​เดือน​กุมภาพันธ์​ต่อ​มา.
  ๖๓ วัน​หนึ่ง​ใน​เดือน​กุมภาพันธ์​นี้, นาย​มาร์ติน แฮ​ร์ริ​ส​ที่​กล่าว​ไว้​ข้าง​ต้น​มา​บ้าน​ของ​เรา, รับ​เอา​อักขระ​ซึ่ง​ข้าพเจ้า​คัด​ลอก​จาก​แผ่น​จารึก, และ​นำ​ไป​นคร​นิ​ว​ยอ​ร์ก. สำหรับ​เรื่อง​ที่​เกิด​กับ​เขา​และ​อักขระ​เหล่า​นั้น, ข้าพเจ้า​จะ​อ้างอิง​เรื่องราว​จาก​สถานการณ์​ของ​เขา​เอง, ดัง​ที่​เขา​เล่า​ให้​ข้าพเจ้า​ฟัง​หลังจาก​กลับ​มา​แล้ว, ซึ่ง​มี​ดังนี้:
  ๖๔ “ข้าพเจ้า​ไป​นคร​นิ​ว​ยอ​ร์ก, และ​เสนอ​อักขระ ซึ่ง​แปล​แล้ว, พร้อม​กับ​คำ​แปล​อักขระ​ดัง​กล่าว, ต่อ​ศาสตราจารย์ชาร์ลส์ แอ​นธัน, สุภาพบุรุษ​ผู้​มีชื่อ​เสียง​ใน​ความ​เชี่ยวชาญ​ทาง​ด้าน​ภาษาศาสตร์. ศาสตราจารย์​แอ​น​ธันกล่า​ว​ว่า​คำ​แปล​ถูก​ต้อง, ดี​กว่า​การ​แปล​ใดๆ จาก​ภาษา​อี​ยิปต์ที่​เขา​เคย​เห็น​มา​ก่อน. จาก​นั้น​ข้าพเจ้า​ให้​เขา​ดู​อักขระ​ซึ่ง​ยัง​ไม่​ได้​แปล, และ​เขา​กล่าว​ว่าเป็น​ภาษา​อียิปต์, เคลเดีย, อัสซีเรีย, และ​อาหรับ; และ​เขา​กล่าว​ว่า​นี่​คือ​อักขระ​แท้. เขา​ให้​ใบรับรอง​ข้าพเจ้า, ซึ่ง​แสดง​ต่อ​ผู้คน​แห่ง​พอล​ไมราว่า​นี่​คือ​อักขระ​แท้, และ​คำ​แปล​เท่า​ที่​แปล​ไว้​เช่น​นั้น​ก็​ถูก​ต้อง​ด้วย. ข้าพเจ้า​รับ​ใบรับรอง​และ​ใส่​ไว้​ใน​กระเป๋า​ข้าพเจ้า, และ​ขณะ​ที่​จะ​ออก​จาก​บ้าน, นาย​แอ​น​ธันเรี​ยก​ให้​ข้าพเจ้า​กลับ​ไป, และ​ถาม​ข้าพเจ้า​ว่า​ชาย​หนุ่ม​คน​นั้น​รู้​ได้​อย่างไร​ว่า​มี​แผ่น​จารึก​ทองคำ​ใน​สถาน​ที่​ซึ่ง​เขา​พบ​มัน. ข้าพเจ้า​ตอบ​ว่า​เทพ​องค์​หนึ่ง​ของ​พระผู้เป็นเจ้า​เปิดเผย​แก่​เขา.
  ๖๕ “จาก​นั้น​เขา​กล่าว​แก่​ข้าพเจ้า, ‘ผม​ขอ​ดู​ใบรับรอง​ฉบับ​นั้น.’ ข้าพเจ้า​หยิบ​ออก​จาก​กระเป๋า​ตาม​นั้น​และ​ยื่น​ให้​เขา, และ​เขา​จึง​รับ​มัน​ไป​ฉีก​เป็น​ชิ้น ๆ, โดย​กล่าว​ว่า​เดี๋ยวนี้​ไม่​มี​สิ่ง​ที่​เรียก​ว่าการ​ปฏิบัติ​ของ​เหล่าเทพ, และ​หาก​ข้าพเจ้า​จะ​นำ​แผ่น​จารึก​มา​ให้​เขา เขา​ก็​จะ​แปล​ให้. ข้าพเจ้า​บอก​เขา​ว่า​ส่วน​หนึ่ง​ของ​แผ่น​จารึก​ถูกผนึก​ไว้, และ​ข้าพเจ้า​ถูก​ห้าม​มิ​ให้​นำ​มา​ด้วย. เขา​ตอบ​ว่า, ‘ถ้า​เช่น​นั้น​ผม​ก็​อ่าน​หนังสือ​ที่​ผนึก​ไว้​ไม่​ได้.’ ข้าพเจ้า​ละ​จาก​เขา​และ​ไป​หา ดร.มิ​ทเชลล์, ผู้​ซึ่ง​รับรอง​สิ่ง​ที่​ศาสตราจารย์​แอ​น​ธันกล่า​ว​ไว้​เกี่ยว​กับ​ทั้ง​อักขระ​และ​คำ​แปล.”

• • • •

ออ​ลิเวอร์ คาว​เด​อ​รี เป็น​คน​จด​คำ​แปล​ใน​การ​แปล​พระ​คัมภีร์​มอ​รม​อ​น—โจ​เซ​ฟกับอ​อ​ลิ​เวอร์ได้​รับ​ฐานะ​ปุโรหิต​แห่ง​อา​โร​น​จาก​ยอ​ห์น ผู้​ถวาย​บัพ​ติ​ศ​มา—พวก​ท่าน​ได้​รับ​บัพ​ติ​ศ​มา, การ​แต่งตั้ง, และ​ได้​รับ​วิญญาณ​แห่ง​การ​พยากรณ์. (ข้อ ๖๖–๗๕.)
  ๖๖ ใน​วัน​ที่ ๕ เมษายน, ค.ศ. ๑๘๒๙, ออ​ลิเวอร์ คาว​เด​อรี​มา​บ้าน​ข้าพเจ้า, ซึ่ง​ก่อน​นั้น​ข้าพเจ้า​ไม่​เคย​เห็น​เขา. เขา​บอก​ข้าพเจ้า​ว่า สอน​หนังสือ​อยู่​ที่​โรงเรียน​ใน​ละแวก​ที่​บิดา​ข้าพเจ้า​อาศัย​อยู่, และ​บิดา​ข้าพเจ้า​เป็น​คน​หนึ่ง​ใน​บรรดา​คน​ที่​ส่ง​ลูก​ไป​โรงเรียน, เขา​จึง​ไป​พัก​อยู่​ที่​บ้าน​ของ​ท่าน​ชั่ว​ระยะ​หนึ่ง, และ​ขณะ​อยู่​ที่​นั่น​ครอบครัว​เล่า​ให้​เขา​ฟัง​ถึง​เรื่องราว​ที่​ข้าพเจ้า​ได้​รับ​แผ่น​จารึก, และ​ดังนั้น​เขา​จึง​มา​ถาม​หา​ข้าพเจ้า.
  ๖๗ สอง​วัน​หลังจาก​นาย​คาว​เด​อ​รี​มา​ถึง ( คือ​วัน​ที่ ๗ เดือน​เมษายน ) ข้าพเจ้า​เริ่ม​แปล​พระ​คัมภีร์​มอ​รม​อ​น, และ​เขา​ตั้งต้น​เขียน​ให้​ข้าพเจ้า.

• • • •

  ๖๘ เรา​ยัง​คง​ทำ​งาน​แปล​ต่อ​ไป, เมื่อ, ใน​เดือน​ต่อ​มา ( เดือน​พฤษภาคม, ๑๘๒๙ ), วัน​หนึ่ง​เรา​เข้าไป​ใน​ป่า​เพื่อ​สวด​อ้อนวอน​และ​ทูล​ถาม​พระเจ้า​เกี่ยว​กับ​บัพ​ติ​ศมา​เพื่อ​การ​ปลดบาป, ที่​เรา​พบ​ว่า​มี​กล่าว​ไว้​ใน​คำ​แปล​แผ่น​จารึก. ขณะ​ที่​เรา​กำลัง​ปฏิบัติ​ดังนั้น, โดย​สวด​อ้อนวอน​และ​เรียก​หา​พระเจ้า, ผู้​ส่งสาร​จาก​สวรรค์​องค์​หนึ่ง​ลง​มา​ในเมฆ​แห่ง​ความ​สว่าง, และ​โดยวางมือ​ของ​ท่าน​บน​เรา​แล้ว, ท่านแต่งตั้ง​เรา, โดย​กล่าว​ว่า:
  ๖๙ แก่​ท่าน​เพื่อน​ผู้​ร่วม​รับ​ใช้​ทั้งหลาย​ของ​ข้าพเจ้า, ใน​พระ​นาม​ของ​พระ​เม​ส​สิยาห์, ข้าพเจ้า​ประสาท​ฐานะปุโรหิต​แห่ง​อา​โร​น, ซึ่ง​ถือ​กุญแจ​ทั้งหลาย​แห่ง​การ​ปฏิบัติ​ของ​เหล่า​เทพ, และ​ของ​พระ​กิตติคุณ​แห่ง​การก​ลับ​ใจ, และ​ของ​บัพ​ติ​ศ​มา​โดย​ลง​ไป​ใน​น้ำ​ทั้ง​ตัว​เพื่อ​การ​ปลด​บาป; และ​สิ่ง​นี้​จะ​ไม่​มี​วัน​ถูก​นำ​ไป​จาก​แผ่นดิน​โลก​อีก​เลย​จนกว่า​บรรดา​บุตร​ของเลวี​จะ​ถวาย​เครื่อง​ถวาย​บูชา​แด่​พระเจ้า​อีก​ครั้ง​ใน​ความชอบ​ธรรม.
  ๗๐ ท่าน​กล่าว​ว่า​ฐานะ​ปุโรหิต​แห่ง​อา​โร​น​นี้​ไม่​มี​อำนาจ​ใน​การ​วางมือ​เพื่อ​ของประทาน​แห่ง​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์, แต่ว่า​อำนาจ​นี้​จะ​ประสาท​ไว้​ให้​เรา​ใน​ภายหลัง; และ​ท่าน​สั่ง​ให้​เรา​ไป​รับ​บัพ​ติ​ศ​มา, และ​ให้​คำ​แนะนำ​เรา​ว่า ข้าพเจ้า​ควร​ให้​บัพ​ติ​ศ​มา​ออ​ลิเวอร์ คาว​เด​อ​รี, และ​ต่อ​จาก​นั้น​เขา​ควร​ให้​บัพ​ติ​ศ​มา​ข้าพเจ้า.
  ๗๑ เรา​จึง​ไป​รับ​บัพ​ติ​ศ​มา​ตาม​นั้น. ข้าพเจ้า​ให้​บัพ​ติ​ศ​มา​เขา​ก่อน, และ​ต่อ​จาก​นั้น​เขา​ให้​บัพ​ติ​ศ​มา​ข้าพเจ้า—หลังจาก​นั้น​ข้าพเจ้า​วางมือ​ของ​ข้าพเจ้า​บน​ศีรษะ​เขา​และ​แต่งตั้ง​เขา​สู่​ฐานะ​ปุโรหิต​แห่ง​อา​โร​น, และ​ต่อ​จาก​นั้น​เขา​วางมือ​ของ​เขา​บน​ข้าพเจ้า​และ​แต่งตั้ง​ข้าพเจ้า​สู่​ฐานะ​ปุโรหิต​เดียวกัน—เพราะ​เรา​ได้​รับคำ​สั่ง​เช่น​นั้น.*
  ๗๒ ผู้​ส่ง​สาร​ซึ่ง​มา​เยือน​เรา​ใน​โอกาส​นี้​และ​ประสาท​ฐานะ​ปุโรหิต​นี้​แก่​เรา, กล่าว​ว่า​ชื่อ​ของ​ท่าน​คือ​ยอ​ห์น, คน​เดียว​กับ​ที่​เรียก​ว่าย​อห์น ผู้​ถวาย​บัพ​ติ​ศ​มา​ใน​ภาค​พัน​ธ​สัญญา​ใหม่, และ​ว่า​ท่าน​กระทำ​ภาย​ใต้​การนำ​ของเปโตร, ยาก​อบ และ​ยอห์น, ผู้​ถือกุญแจ​ทั้งหลาย​ของ​ฐานะ​ปุโรหิต​แห่ง​เม​ลคีเซ​เด, ซึ่ง​ฐานะ​ปุโรหิต​นี้, ท่าน​กล่าว, จะ​ประสาท​แก่​เรา​ใน​เวลา​ที่​ถูก​ต้อง, และ​ว่า​ข้าพเจ้า​จะ​ได้​รับ​เรียก​ว่า​เอ็ลเดอร์​คน​แรก​ของ​ศาสนจักร, และ​เขา ( ออ​ลิเวอร์ คาว​เด​อ​รี ) คน​ที่​สอง. วัน​นั้น​เป็น​วัน​ที่​สิบ​ห้า เดือน​พฤษภาคม, ค.ศ. ๑๘๒๙, ที่​เรา​ได้​รับ​แต่งตั้ง​ภาย​ใต้​มือ​ของ​ผู้​ส่ง​สาร​องค์​นี้, และ​รับ​บัพ​ติ​ศ​มา.
  ๗๓ ทันที​ที่​เรา​ขึ้น​มา​จาก​น้ำ​หลังจาก​เรา​ได้​รับ​บัพ​ติ​ศ​มา​แล้ว, เรา​ได้​รับ​พร​อัน​สำคัญ​ยิ่ง​และ​เปี่ยม​ด้วย​ความ​สุข​จาก​พระ​บิดา​บน​สวรรค์​ของ​เรา. ทันที​ที่​ข้าพเจ้า​ให้​บัพ​ติ​ศ​มา​ออ​ลิเวอร์ คาว​เด​อ​รี, พระ​วิญญาณบริสุทธิ์​เสด็จ​ลง​มา​สถิต​กับ​เขา, และ​เขา​ยืน​ขึ้น​และพยากรณ์​หลาย​เรื่อง​ซึ่ง​จะ​บังเกิด​ขึ้น​ใน​ไม่​ช้า. และ​อนึ่ง, ทันที​ที่​ข้าพเจ้า​ได้​รับ​บัพ​ติ​ศ​มา​จาก​เขา, ข้าพเจ้า​มี​วิญญาณ​แห่ง​การ​พยากรณ์​เช่น​กัน, เมื่อ, ยืน​ขึ้น, ข้าพเจ้า​พยากรณ์​เกี่ยว​กับ​การ​เกิด​ขึ้น​มา​ของ​ศาสนจักร​แห่ง​นี้, และ​อีก​หลาย​เรื่อง​ที่​เกี่ยวข้อง​กับ​ศาสนจักร, และ​คน​รุ่น​นี้​ของ​ลูก​หลาน​มนุษย์. เรา​เปี่ยม​ไป​ด้วย​พระ​วิญญาณ​บริสุทธิ์, และ​ชื่นชมยินดี​ใน​พระผู้เป็นเจ้า​แห่ง​ความ​รอด​ของ​เรา.
  ๗๔ ความ​นึกคิด​ของ​เรา​บัดนี้​โดยที่​สว่าง​แล้ว, เรา​เริ่ม​เห็น​พระ​คัมภีร์​เปิด​ออก​สู่​ความเข้าใจ​ของ​เรา, และ​ความ​ตั้งใจ​และ​เจตจำนง​ที่แท้จริง​ของ​ข้อความ​ที่​ลี้ลับ​มาก​ของ​พระ​คัมภีร์​เปิดเผย​แก่​เรา​ใน​วิธี​ซึ่ง​เรา​ไม่​เคย​บรรลุ​ถึง​ก่อน​หน้า​นี้, หรือ​ไม่​เคย​นึกถึง​มา​ก่อน. ใน​เวลา​เดียวกัน​นั้น​เรา​ถูก​บังคับ​ให้​เก็บความ​ลับ​เรื่อง​การ​ที่​เรา​ได้​รับ​ฐานะ​ปุโรหิต​และ​รับ​บัพ​ติ​ศ​มา, เนื่องจาก​วิญญาณ​ของ​การ​ข่มเหง​ซึ่ง​แสดง​ตน​ให้​ประจักษ์​แล้ว​ใน​ละแวก​นั้น.
  ๗๕ เรา​ถูก​ข่มขู่​ว่า​จะ​ถูก​รุม​ทำร้าย, เป็น​ครั้ง​คราว, และ​นี่, เช่น​เดียวกัน, จาก​ผู้​ประกาศ​ศาสนา. และ​เจตนา​ของ​พวก​เขา​ที่​จะ​รุม​ทำร้าย​เรา ก็​ถูก​ขัดขวาง​โดย​อิทธิพล​ของ​ครอบครัว​บิดา​ของ​ภรรยา​ข้าพเจ้า​ไว้​ได้​เท่านั้น (ภาย​ใต้​การ​อารักขา​แห่ง​สวรรค์), ผู้​เริ่ม​มี​ไมตรี​ต่อ​ข้าพเจ้า​มาก, และ​ผู้​ต่อต้าน​กลุ่ม​คนร้าย, และ​เต็มใจ​ให้​ข้าพเจ้า​ทำ​งาน​แปล​ต่อ​ไป​โดย​ไม่​มี​การ​รบกวน; และ​ฉะนั้น​จึง​ให้​และ​สัญญา​การ​คุ้มครอง​แก่​เรา​จาก​การก​ระ​ทำ​ทั้งหมด​ที่​ผิดก​ฎ​หมาย, เท่า​ที่​อยู่​ใน​อำนาจ​ของ​พวก​เขา.